?

Log in

No account? Create an account

[Fiction] Once Upon a time...Two [2]











Title : Once Upon a time...Two

Writer : Nalikakeaw

Rate : Not Sure

Pairing : .........





งานแถลงข่าวเปิดกล้องละครถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นสามสัปดาห์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ทันใจผู้ชมที่เฝ้ารออยากเห็นฮารุมะและยูยะแสดงละครร่วมกันอย่างใจจดใจจ่อ  ยิ่งไปกว่านั้น ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเป็นสิ่งที่คนดูกระหายอยากจะดูมากที่สุด เพราะทุกคนอยากจะเห็นภาพคู่รัก  ที่ตอนนี้กลายเป็นคู่รักแห่งปีไปแล้ว


นิตยสารทุกฉบับที่มีรูปคู่ของทั้งสองคนขายดีเป็นอันดับหนึ่ง หรือแม้แต่ภาพที่ไม่ได้ถ่ายแบบคู่กันก็ยังขายหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว  ไหนจะภาพแอบถ่ายที่เหล่าปาปารัสซี่คอยตามเป็นขโยงรัวกดชัตเตอร์จับภาพไว้ทุกอิริยาบทก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  กรณีสุดท้ายนี่ทำให้ยาบุปวดหัวมาก เพราะนอกจากจะต้องมานั่งจัดการตารางงานของทั้งคู่ให้ลงตัวกับคิวถ่ายละครแล้ว ยังต้องมาจัดการพวกปาปารัสซี่นี่อีก


"ที่จริง นายไม่ต้องยุ่งกับปาปารัสซี่พวกนี้ก็ได้ เรื่องแอบถ่ายแค่นี้พวกฉันชินกันแล้ว"


"ไม่ได้!! เดี๋ยวก็เป็นเรื่องอีก ไม่อยากตามมาแก้ข่าวทีหลัง  โอ๊ยยย!!!! อยากจะแยกร่างอีกซักยี่สิบร่าง!!!!"


"ไม่ใช่เพราะอยากเจอใครหรอกเหรอ"


ยาบุหัวเราะหึๆที่ถูกรู้ทัน เงยหน้าจากกองเอกสารมองยูยะในชุดนักเรียนมัธยมปลายแบบที่เรียกได้ว่าไม่ถูกระเบียบเลยซักข้อ พอๆกับของฮารุมะ ชุดนี้ฝ่ายเสื้อผ้าของกองละครจัดมาให้อย่างเร่งด่วนพอๆกับงานแถลงข่าว ตอนนี้ฮารุมะกำลังสำรวจผมที่เพิ่งไปทำไฮไลท์มาแบบสดๆร้อนๆ ก่อนหน้างานจะเริ่มแค่ไม่กี่ชั่วโมง


จะว่าไปก็เหมาะดี...


"ฉลาดอีกแล้วนะยูยะ ทำไมคนที่รู้ทันฉันถึงเป็นนายทุกที"


แต่ฮารุมะขมวดคิ้วใส่ยาบุ พูดแบบนี้หมายความว่าเขาไม่ฉลาดหรือยังไง 


"ฉันแค่พูดว่ายูยะฉลาด ไม่ได้บอกว่านายโง่นี่หว่า  เอ้านี่!"


ฮารุมะรับเอกสารจากมือยาบุมาดูกับยูยะ ในนั้นมีทั้งประวัติ รูปถ่าย ของคนคนหนึ่งที่ ทั้งฮารุมะและยูยะคุ้นหน้า แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน


"ยาโอโตเมะ ฮิคารุ คนที่ฉันเคยไปตามตื๊อให้มาเป็นนายแบบในสังกัดไง"


"อ๋อ... แล้วก็โดนตอกกลับมาซะหน้าหงายน่ะเหรอ?"


"ทีเรื่องแบบนี้ล่ะฉลาดจำ"


ถึงฮารุมะไม่ย้ำ ยาบุก็จำเรื่องวันนั้นได้ดี  นายยาโอโตเมะคนนั้น ปฎิเสธยาบุอย่างไร้เยื่อใย แล้วยังตอกกลับมาให้เจ็บใจด้วยว่า มีวิธีหาเงินได้เยอะกว่าการเป็นนักแสดงหรือนายแบบในสังกัดกระจอกๆของยาบุ


เพิ่งจะรู้ว่างานที่ว่าก็คือการเป็นปาปารัซซี่นี่เอง 


"มิน่า ..ถึงบอกว่าหาเงินได้มากกว่า สงสัยว่าเงินที่ได้จากการขายภาพหลุด คงมากกว่าค่าตัวเราสองคนซะอีกละมั้ง คนนี้สินะตัวต้นเหตุ"


ยูยะยังไร้ความรู้สึกเหมือนเคย ยังพูดถึงคนที่ทำให้ชีวิตวุ่นวายแบบไม่แค้นเคืองซักนิด  ผิดกับคนข้างๆที่ทำตาวาวด้วยความโกรธจัด  งานนี้ยาโอโตเมะคนนั้นจะโดนอาถรรพ์อย่างที่ใครๆเขาลือกันไหมว่า นักข่าวคนไหนที่คิดจะมายุ่มย่ามกับสองคนนี้  จะมีอันเป็นไปเสียทุกคน


"ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น ฉันมีวิธีจัดการ รับรองว่าจะทำให้หมอนั่นเลิกอาชีพนี้แบบถาวรไปเลย  นายสองคนมีหน้าที่แสดงละครให้ดีก็พอ"


"แล้ววันนี้เราต้องแสดงละครอีกรึเปล่า"


ยาบุละเกลียดสีหน้าเฉยๆไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับอะไรของคนตรงหน้านี่เสียจริงๆ  ไม่รู้ว่าฮารุมะมันรักยูยะที่ตรงไหน  ตุ๊กตาแสนสวยนี่มีดีอะไรฮารุมะถึงได้หวงหนักหนา  ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมายาบุยังไม่เคยเห็นยูยะยิ้มนอกเหนือจากเวลางานเลยซักครั้ง  เวลาอยู่ด้วยกันก็เหมือนอยู่กับหุ่นกระบอก  แล้วเวลาที่อยู่ด้วยกันสองคนจะเป็นยังไง


"คงไม่ต้องหรอก ทำตัวเป็นปกตินั่นแหละ สวีทมากไปคนจะเบื่อเอา"

 

 

...................................................................

 

....................................

 

...............


...

 

 

งานแถลงข่าววันนี้มีนักข่าวมามากกว่าที่เคย เพราะเป็นการเปิดกล้องละครฟอร์มใหญ่ที่มีนักแสดงที่มีชื่อเสียง และนักแสดงดาวรุ่งน่าจับตาร่วมแสดงอยู่หลายคน  แต่ที่สื่อให้ความสนใจถ่ายภาพมากที่สุดก็หนีไม่พ้นฮารุมะกับยูยะ ทั้งสองคนถูกนักข่าวขอร้องให้ยืนคู่กันเพื่อถ่ายภาพนานเกือบครึ่งชั่วโมง  กว่าจะได้ถ่ายรูปร่วมกับนักแสดงคนอื่นๆ


"ไอ้ผัวเมียจอมขโมยซีนเอ๊ย"


ฮารุมะหันไปแยกเขี้ยวใส่ อิชิงุระ ฮิเดโอะ ที่เดินเข้ามาแทรกระหว่างทั้งสองคน วาดแขนโอบไหล่ทั้งฮารุมะและยูยะเอาไว้ และแน่นอน ฮารุมะเอื้อมไปดึงยูยะออกจากอ้อมแขนนั้นทันที 


"อยากมาเป็นแทนมั๊ยล่ะ ยิ้มจนเหงือกจะบานอยู่แล้ว"


"ถ้าได้ทาคาคิคุงมาอยู่ข้างๆฉันก็ยอมนะ"


มิอุระ โชเฮ เข้ามากอดยูยะจากด้านหลัง ทั้งฮิเดโอะ และโชเฮ  เป็นทั้งนักแสดงและนายแบบที่ฮารุมะและยูยะเคยได้ร่วมงานกันหลายครั้ง จึงได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองคนและสนิทสนมกันมากพอสมควร  แต่ต่อให้สนิทกันยังไง ฮารุมะก็ไม่อนุญาตให้มากอดยูยะนะเว้ย


"ออกไปห่างๆเลยถ้าไม่อยากตาย"


"หวงไรนักหนาว๊า~ ทาคาคิคุงก็เป็นเพื่อนฉันนะเว้ย  เฮ้ย!!"


โชเฮกระโดดหลบเท้าฮารุมะ พร้อมๆกับที่นักแสดงอีกสองคนเดินเข้ามาพอดี ทั้งนากามะ  จุนตะ และคิริยามะ อาคิโตะ  เลยต้องกระโดดเข้าไปหลบอยู่ข้างหลังยูยะอย่างพร้อมเพรียง


"อะไรวะ! แค่นี้ก็ไม่ได้ หวงชิบ-"


โชเฮหันไปพยักเพยิดกับอาคิโตะและจุนตะที่ยิ้มร่าอยู่ข้างหลัง ทั้งสองคนนั้นต่างก็รู้จักและสนิทสนมกันเช่นเดียวกับฮิเดโอะและโชเฮ  พอมาเจอกันทีไรก็เลยรวมหัวกันแกล้งฮารุมะแบบนี้ทุกที


"เลิกเล่นเถอะน่า"


เสียงปรามเบาๆจากคนที่ถูกดึงไปมาอยู่ตรงกลาง ตอนนี้ยูยะแทบจะแยกร่างได้อยู่แล้ว ข้างหนึ่งก็ฮารุมะ  ข้างหนึ่งก็บรรดาผองเพื่อน เล่นกันจนกลายเป็นจุดสนใจให้นักข่าวรัวชัตเตอร์ แสงแฟลชจากรอบทิศทำให้ยูยะแสบตาไปหมด


"เพิ่งเคยอยู่ต่อหน้าสื่อมวลชนมากขนาดนี้เป็นครั้งแรกคงยังไม่ชินสินะ พวกดาราใหม่ก็แบบนี้แหละ"


ดาราสาวรุ่นพี่คนหนึ่งเดินผ่านไปพร้อมกับเอ่ยขึ้นมาลอยๆ บรรยากาศเงียบลงไปครู่หนึ่งก่อนที่บรรดาสื่อมวลชนจะส่งเสียงวิจารณ์กันให้แซ่ด  ว่าคุณเธออิจฉาที่บรรดาสื่อให้ความสนใจกลุ่มนักแสดงหนุ่มๆมากกว่า แต่ก็มีใครคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาว่า


"สงสัยจะอิจฉาที่ทาคาคิคุงสวยกว่าละมั้ง"


ทุกคนฟังแล้วหัวเราะก๊าก เว้นแต่ดาราสาวคนนั้นที่หันกลับมามองจ้องเขม็งอย่างขุ่นเคือง และยูยะที่มองตอบกลับไปด้วยสีหน้าและสายตาเรียบเฉย...

 

 

...................................................................

 

....................................

 

...............


...

 

 


ถึงเวลาสัมภาษณ์กลุ่มนักแสดงเด็กหนุ่มถูกจัดให้นั่งด้วยกันด้านหลังนักแสดงนำคนอื่นๆ ที่ผลัดกันตอบคำถามจากสื่อมวลชนไปเรื่อยๆจนครบทุกคน ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งคำถามสุดท้าย


"อยากทราบว่าฮารุมะซังกับทาคาคิซังเป็นคนรักกันจริงๆหรือเปล่าครับ"


บรรยากาศในห้องสัมภาษณ์เงียบกริบ  ทุกคนรวมทั้งนักแสดงที่นั่งอยู่ด้วยกันต่างก็หันมามองฮารุมะกับยูยะเป็นตาเดียว แต่ทั้งสองคนยังนั่งเงียบจนพิธีกรต้องพูดแทรกเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้


"เอ่อ คุณนักข่าวครับ คำถามนี้ไม่เกี่ยวกับละครนะครับ ผมว่า.."


"ไม่เห็นเป็นไรนี่ ถือว่าเป็นคำถามส่งท้าย ทุกคนในห้องก็อยากรู้เหมือนกันใช่มั๊ยล่ะ"


เจ้าตัวหันไปมองเพื่อนนักข่าวด้วยกัน และทุกคนก็พยักหน้ากลับมาด้วยองศาเดียวกัน พร้อมเพรียงกันเหมือนนัดกันมา


"ผมคิดว่าผมพูดไปหมดแล้วตอนให้สัมภาษณ์ครั้งก่อน"


ฮารุมะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาหลังจากที่สะกดความไม่พอใจเอาไว้ได้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อถูกฝ่ายนั้นตอกกลับมาเป็นชุด


"นั่นมันยังไม่พอ ฮารุมะคุงพูดอยู่ฝ่ายเดียวแฟนๆคงไม่เชื่อหรอก ต้องให้ทาคาคิคุงพูดบ้าง จริงไหมครับ?"


"อะไรทำให้คุณคิดว่าเราไม่ใช่คนรักกัน"


นักข่าวจอมตื๊อยิ้มออกมาอย่างมีชัย ที่สามารถทำให้ยูยะยอมเปิดปากได้ แล้วพล่ามต่อไปด้วยคำพูดที่เตรียมมาเป็นอย่างดี เพื่อหลอกล่อคำตอบจากนักแสดงหนุ่มที่ได้ชื่อว่าปากหนักที่สุดของวงการ


"เพราะคุณดูไม่เหมือนคู่รักกันน่ะสิ  ดูเหมือนคู่รักโปรโมททำให้ทุกคนสนใจละครมากขึ้น เรตติ้งช่องดีขึ้น ในสายตาผมน่ะพวกคุณดูเหมือนเป็นคู่นอ-"


คำพูดหลังจากนั้นถูกกลืนหายเหลือเพียงเสียงขลุกขลักในลำคอที่ไม่มีใครแปลความหมายได้  ฮารุมะเห็นนักข่าวคนนั้นอยู่ๆก็หน้าแดงจัดเหมือนคนกำลังจะเป็นลมแดดแต่ก็ไม่ใช่  สายตาจ้องตรงมายังเวทีที่เขานั่ง  คนที่นั่งข้างๆเขา


ยูยะนั่งกอดอก มือหนึ่งเท้าคางให้ปลายนิ้วแตะริมฝีปากที่ยกยิ้มน้อยๆ ก้มหน้าลงนิดหน่อยเพื่อให้นักข่าวที่ตอนนี้ยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ได้เห็นสายตาจิกเล็กๆ


รอยยิ้มยั่วยวนที่น้อยคนนักจะได้เห็น  รอยยิ้มยั่วยวนที่ทำให้อารมณ์และเลือดในกายของคนมองสูบฉีดจนแทบบ้า   รอยยิ้มพิฆาตที่ยูยะใช้เพื่อกำจัดคนบางคน ที่ทำให้ไม่พอใจ ให้ทรมานไปกับความต้องการตามสัญชาตญาณทางเพศที่ยูยะจงใจทำให้มันเกิดขึ้น 


แม้ว่ายูยะจะเป็นฝ่ายยั่วก่อน   ความโกรธของฮารุมะก็พุ่งตรงไปที่นักข่าวคนนั้นทันทีในคราวแรก แต่ก็หายโกรธทันทีที่เห็นว่าหมอนั่นกำลังเข่าอ่อนด้วยอารมณ์เร่าร้อนที่ตนเองไม่อาจควบคุมได้     จนต้องยกมือปิดส่วนที่โป่งพองขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่


หึ!! อ่อนชะมัด!! แค่สบตายูยะก็มีอาการถึงขนาดนี้แล้ว  แต่ก็เอาเถอะ  ไหนๆก็ถูกทำให้อับอายขนาดนี้แล้ว ฮารุมะจะช่วยสงเคราะห์ให้ซักครั้ง


"ยูยะ มากไป"


เสียงกระซิบที่กะให้ได้ยินเฉพาะยูยะ  ดังจนได้ยินชัดเจนไปทั้งห้องเพราะลืมไปว่าตัวเองพูดต่อหน้าไมค์โครโฟน กับท่าทางที่ยูยะทำเป็นเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว  เรียกเสียงหัวเราะน้อยๆจากนักแสดงรุ่นใหญ่ที่นั่งอยู่ด้วยกัน หรือแม้กระทั่งบรรดานักข่าวก็อดยิ้มไปด้วยไม่ได้


วินาทีนี้ไม่มีใครที่จะไม่เชื่ออีกแล้วว่าฮารุมะกับยูยะไม่ใช่คนรักกัน


 แม้ว่ามัน....จะเป็นความจริงก็ตาม...

 

 

 

 


To Be Con....


[Fiction] Once Upon a time...Two [1]








Title : Once Upon a time...Two

Writer : Nalikakeaw

Rate : Not Sure

Pairing : .........

 

 


"ผมเลือกยูยะ"


ไม่น่าเชื่อ..แค่คำพูดธรรมดาๆเพียงประโยคเดียวกลับทำให้กล้องทุกตัว ทั้งกล้องโทรทัศน์ กล้องถ่ายภาพ ต่างหันมาเก็บภาพของเด็กหนุ่มที่เพียงแต่ยิ้มน้อยๆ แต่ในแววตานั้นฉายชัดถึงความมั่นใจ ราวกับว่าคำพูดนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในใจเสมอมา เสียงนักข่าวสายบันเทิงฮือฮาเหมือนผึ้งแตกรังยามที่ร่างสูงกำลังจะก้าวออกจากที่ตรงนั้น คำถามมากมายรัวใส่จากรอบข้างเหมือนปืนกล แต่ทั้งหมดก็เงียบเสียงลงเมื่อเด็กหนุ่มคนนั้นหันกลับมาอีกครั้ง


"ผมคงไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก เพราะที่พูดไปวันนี้มันชัดเจนมากที่สุดแล้ว ถึงผมไม่เคยคิดจะปิดบังเรื่องของเรา แต่ก็ไม่ได้อยากทำให้เป็นจุดสนใจมากมายขนาดนี้ เราชอบอยู่กันเงียบๆมากกว่า"


จากนั้นนักข่าวทั้งหลายก็บันทึกได้เพียงภาพแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่ค่อยๆห่างออกไป....


ภาพในจอโทรทัศน์ดับพรึ่บ!  ฮารุมะโยนรีโมททิ้งไว้ที่โซฟาแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องนอน บนเตียงกว้างมีร่างผอมบางที่ยังหลับสนิท นอนคว่ำซบหน้าลงกับหมอนใบใหญ่ เผยแผ่นหลังเปลือยเปล่า ฮารุมะไล่สายตาไปตามแนวโค้งลาดไหล่เรื่อยลงไปจนถึงสะโพกที่มีเพียงผ้าห่มผืนบางปิดไว้อย่างหมิ่นเหม่ ประทับกดริมฝีปากร้อนหนักๆ ย้ำลงตรงต้นคอ พอให้คนที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราต้องขยับกายหนีอย่างหงุดหงิด


"จะไม่ตื่นขึ้นมาชื่นชมความสำเร็จของฉันหน่อยหรือไง"


ตอนที่ยาบุบอกว่าทั้งสองคนจะต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ต่อหน้าสื่อมวลชนอย่างหมดเปลือกนั้น ฮารุมะไม่เข้าใจว่ายาบุต้องการอะไร เพราะดูแล้วมันไม่น่าจะช่วยทำอะไรให้ดีขึ้น มีแต่จะถูกวิจารณ์ในทางลบมากกว่าเดิมเท่านั้น


"ตอนแรกฉันก็อยากจะให้นายสองคนออกไปแก้ข่าวว่าเป็นแค่เพื่อนกัน แต่หลักฐานมันชัดขนาดนี้แล้วจะแถไปทางไหนก็ถูกด่าอยู่ดี สู้เปิดเผยให้โลกรู้ไปเลยดีกว่า"


"แล้วมันจะช่วยอะไรได้ล่ะ? ฉันไม่คิดว่าแฟนๆจะยอมรับได้หรอกนะ"


"นายไม่รู้อะไร ยูยะ ความรักในโลกสมัยนี้น่ะ มันไม่ได้มีข้อกับหนดไว้ว่าต้องเป็นคู่หญิงชายเท่านั้นหรอกนะ  แฟนคลับที่อยากเห็นภาพนายสองคนเป็นคู่รักหวานแหววไม่แคร์สื่อมีอยู่ตั้งเท่าไหร่  ไม่เคยรู้ล่ะสิ  หัดเข้าเว็บเช็คข่าวซะบ้าง ไม่ใช่เอาเวลาไปอยู่บนเตียงซะหมด"


"แต่คนที่รับไม่ได้ก็มีไม่น้อยนะ"


"มันก็ต้องเสี่ยงกันหน่อย วัดกันระหว่างคนแก่หัวเก่ากับคนรุ่นใหม่ที่ไร้สิ่งปิดกั้นความคิด ว่าไงฮารุ อยากจะลองดูหน่อยไหม"


แค่มองตาฮารุมะก็ดูออกว่ายาบุอยากให้เขาทำ และความเชื่อมั่นในดวงตาคู่นั้นบ่งบอกให้รู้ว่า ไม่ว่าคู่แข่งจะใช้เล่ห์กลมากมายเพียงใดมาโจมตี เขาก็จะไม่มีวันแพ้


"แล้วฉันต้องทำยังไงล่ะ"


สิ่งที่ทั้งสองคนต้องทำก็คือการให้สัมภาษณ์สื่อ ตอบคำถามที่ทุกคนอยากรู้ และทำตัวเป็นคู่รักที่คบกันอย่างเรียบง่ายไม่โดดเด่นแต่เปิดเผยจริงใจ เพราะยาบุบอกว่ามันดูน่าเชื่อถือมากกว่าการแกล้งเอาอกเอาใจกันจนหวานเลี่ยน แต่ยูยะกลับปฏิเสธให้ฮารุมะเป็นคนรับหน้าที่นี้แต่เพียงผู้เดียว


"ฮารุแสดงละครเก่งกว่าฉัน เพราะงั้นเรื่องโกหกต่อหน้าคนเยอะๆก็น่าจะทำได้ดีกว่า"


ยาบุทำสีหน้าไม่ถูก แปลไม่ออกว่าประโยคที่พูดนั้นยูยะชื่นชมหรือแอบด่า เพราะสีหน้าคนพูดนั้นเรียบเฉย และคนที่ถูกพาดพิงอย่างเขาก็ไม่ได้มีสีหน้าขุ่นเคือง แต่กลับหัวเราะโอบเอวคนข้างๆเข้ามาจูบหนักๆให้สมกับความปากดีของเจ้าตัว


รสจูบร้อนรุ่มหอมหวาน ลิ้มลองมาเนิ่นนานหากมิรู้เบื่อ  นับวันกลับยิ่งลุ่มหลง หวงแหน ราวสมบัติล้ำค่า ไม่อยากให้ใครมอง ไม่อยากให้หน้าไหนมาแตะต้อง เขาจึงเกลียดอาชีพนี้  แต่เขาไม่อาจห้ามยูยะไม่ให้ทำงานในวงการนี้ได้ เพราะสิ่งที่เขาได้ครอบครองมีเพียงร่างกายของยูยะ ไม่ใช่หัวใจหรือชีวิต


จ้องมองร่างที่ยังหลับพลางยิ้มน้อยๆ ช่างน่าขำที่สิ่งที่ทุกคนคิด กับความเป็นจริงนั้นช่างห่างไกลกันยิ่งนัก ระหว่างเขากับยูยะ ผูกพันกันด้วยร่างกาย คำสาบานและสิ่งตอบแทน ไม่ใช่ความรักอย่างที่ใครๆเข้าใจ

 
มนุษย์นั้นโง่เขลานัก......


เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะความคิด ฮารุมะรีบคว้าจากโต๊ะหัวเตียงมากดรับก่อนที่มันจะทำให้ยูยะตื่น ปลายสายกรอกเสียงบอกข่าวดีที่เขาคาดเอาไว้ไม่ผิด
 
 
"ทุกอย่างราบรื่นไม่มีปัญหา นายสองคนได้เล่นละครแน่ๆ ดูเหมือนพวกสปอนเซอร์ทั้งหลายจะกดดันไปทางสถานีกับทีมงานว่าถ้าถอดชื่อนายสองคนออก ก็จะถอนตัวจากการเป็นผู้สนับสนุนเหมือนกัน แล้วตอนนี้ทั้งโฆษณา ถ่ายแบบ เดินแบบ ก็เข้ามาอีกเพียบ"


"อาศัยข่าวสร้างกระแส ยิ่งเกาะกระแสสินค้าก็ยิ่งดัง ที่สุดแล้วบริษัทฯ ก็รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ ฉันชักสงสัยซะแล้วว่าไอ้ข่าวทั้งหมดที่ออกมานี่มันเป็นฝีมือนาย"
 
 
"ถ้าเป็นฝีมือฉัน ฉันจะเอากล้องไปติดไว้ในห้องนอนพวกนาย คงจะได้ภาพดีๆคลิบเด็ดๆ ทำเงินได้ดีกว่านี้เยอะว่ะ ว่าแต่ยูยะอยู่ไหน?"
 
 
"หลับอยู่"
 
 
ยาบุถอนหายใจก่อนจะเตือนผ่านโทรศัพท์มา


"เพลาๆลงหน่อยเถอะวะ เดี๋ยวละครเปิดกล้องก็ต้องเร่งถ่ายทำให้ทันวันออกอากาศที่เลื่อนเร็วขึ้น หามรุ่งหามค่ำกันบ่อยๆยูยะมันจะไม่สบายเอา"


"เข้าใจแล้ว"


เรื่องนั้นน่ะ รู้ดีอยู่แล้ว ต่อให้เขาต้องการมากแค่ไหน ยูยะก็ไม่อาจตอบสนองเขาได้อยู่ตลอดเวลา ความปรารถนาของเขาที่มีต่อยูยะนั้นไม่มีวันหมด


แต่ร่างกายของมนุษย์  ก็ยังมีขีดจำกัดสินะ....

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

"เหนื่อย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
 

คนหนึ่งนอนแผ่บนเตียงคนไข้  คนหนึ่งทิ้งตัวลงบนโซฟาตรงข้ามกัน สองพี่น้องพร้อมใจประสานเสียงหลังจากหลบหนีกองทัพนักข่าวมาได้เป็นรอบที่สามสิบของวัน ตั้งแต่มีข่าวของฮารุและยูยะออกมาชีวิตก็ไม่ได้อยู่อย่างสุขสงบอีกเลย


คุณหมอยูยะแทบไม่เป็นอันทำงาน ถูกนักข่าวติดตามรุมล้อมแม้กระทั่งเวลาที่ตรวจหรือไปเยี่ยมคนไข้ หนักเข้าถึงขั้นปลอมตัวเป็นคนไข้เสียเอง คุณหมอแสนดีเลยดีแตก สงเคราะห์นักข่าวทั้งหลายด้วยเข็มฉีดยาอันเบ้อเร่อ เล่นเอาบรรดาคนไข้จอมปลอมวิ่งออกจากห้องตรวจแทบไม่ทัน


ส่วนยูมะก็ถูกกองทัพนักข่าวตามติดเฝ้าอยู่หน้าห้องพักคนไข้ โผล่หน้าออกจากห้องทีไรเป็นต้องเจอไมค์โครโฟนและนักข่าวจากทุกสำนักที่ยื่นหน้ากันเข้ามาถามว่าเขาคิดยังไงกับพี่เขยอย่างฮารุ  พยาบาลต้องตะโกนให้ลั่นว่าอย่ารบกวนคนไข้ พวกนักข่าวถึงได้ยอมถอย แต่ก็ยังคงตามยูมะไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่ายูมะจะไปห้องตรวจตามปกติหรือไปเยี่ยมเพื่อนคนไข้อื่นๆที่ห้องพัก


"ไม่น่าตามใจให้ไปเป็นนักแสดงแลยจริงๆ มีข่าวทีไรเดือดร้อนทุกที ดูสิ! นักข่าวเต็มโรงพยาบาลไปหมด รบกวนทั้งหมอทั้งคนไข้จนไม่เป็นอันทำอะไรแล้วยังหน้าทนไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไปอีก"


ยูมะทำหูทวนลมกับเสียงบ่นของพี่ชาย ครั้งก่อน ครั้งก่อนหน้า ครั้งนี้ หรือครั้งไหนๆก็บ่นแบบเดียวกันเป๊ะ แต่พี่ก็ไม่เห็นจะทำอะไรอีกนอกจากบ่น  พอยูยะโทรมาถามคุรหมอก็จะบอกว่า ไม่เป็นไรสบายดี ไม่มีบ่นซักแอะ


ส่วนยูมะ ที่จริงแล้วก็ไม่ได้หัวเสียกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่  อย่างน้อยมันก็ทำให้ชีวิตในโรงพยาบาลที่แสนจะน่าเบื่อนี่มีสีสันขึ้นมาบ้าง จะเหนื่อยก้ตอนที่ต้องใช้สมองสู้รบกับเล่ห์กลของนักข่าวหัวเห็ดทั้งหลายนี่แหละ นอกจากจะเสียแรงไปไม่น้อยแล้วยังทำให้ยูมะเสียเวลาไปเยี่ยมเพื่อนคนป่วยคนอื่นๆอีกต่างหาก


วันนี้ยังไม่ได้ไปหาคุณตาที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย  ยังไม่ได้ไปเยี่ยมคุณป้าที่ประสบอุบัติเหตุขาหัก  ไม่ได้ไปหาน้องชายที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ แล้วก็ยังไม่ได้เล่านิทานให้เด็กน้อยที่เป็นโรคหอบฟังเลยน๊า~


ร่างเล็กสมส่วนในชุดสีขาวผลักประตูเข้ามาในห้อง และทันทีที่เห็นหน้าคุณหมอ เธอก็รีบรายงานอย่างร้อนรน


"คุณหมอ คุณตาฮายาเสะอาการไม่ค่อยดีค่ะ"


คุณหมอยูยะสาวเท้าออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ด้วยหน้าที่หมอแม้รู้ว่าคนไข้อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยื้อไว้จนสุดความสามารถ ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงหรือความชื่นชมที่ตนจะได้รับ  แต่เพื่อหยุดยั้งทุกหยาดหยดน้ำตาแห่งความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่างหาก


ยูมะเองก็ตกใจไม่น้อย คุณตาฮายาเสะนั้นป่วยเป็นมะเร็งที่ตับระยะสุดท้าย นอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาลเกือบครึ่งปี แต่ถึงแม้จะป่วยด้วยโรคร้ายแต่ก็ยังมีกำลังใจจากลูกๆและภรรยาที่ทำให้อดทนต่อการรักษามาจนถึงทุกวันนี้  ยูมะได้พบคุณตาตอนที่ลูกสาวคนโตพาคุณตาไปเดินเล่นที่สวนด้านหลังโรงพยาบาล ยูมะชอบที่นั่นมาก พอๆกับที่ชอบคุยกับคุณตา แล้วหลังจากนั้นก็กลายเป็นเพื่อนคุยกันมาตลอด ต่อให้ยูมะหายป่วยออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ก็ยังแวะมาหาคุณตาหลังเลิกเรียนอยู่ดี ครอบครัวของคุณตาก็ต้อนรับยูมะ เพราะทำให้คุณตาไม่เหงา


แต่จากวันนี้ไป ...ยูมะคงจะต้องเป็นฝ่ายรู้สึกเหงาแล้วสินะ....

 

...................................................................

 

....................................

 

...............


...

 

เวลาล่วงผ่านไปจนถึงเที่ยงคืน  ยูมะถูกเรียกให้ไปที่ห้องผู้ป่วยของคุณตา  โดยที่คุณพยาบาลบอกเหตุผลสั้นๆว่า


"ถึงเวลาที่ต้องบอกลาแล้วจ๊ะ"


บางครั้งยูมะก็สงสัย ว่าคนที่ทำอาชีพหมอและพยาบาลจะยิ้มแย้มใจดีเมื่อพูดถึงความตายของคนอื่นอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่า  แต่ยูมะก็เห็นว่าดวงตาคู่นั้นคลอด้วยหยาดน้ำ ถึงแม้ว่าจะจะต้องคอยดูแลคนไข้ตามหน้าที่ แต่ที่จริงแล้วก้คงผูกพันสินะ...  และรอยยิ้มนั่นคงมีไว้เพื่อปกปิดความเศร้า...


ในห้องผู้ป่วย ....  สว่างจ้าด้วยแสงไฟ  วันนี้มีคนมาเยี่ยมคุณตาเยอะกว่าเคย  บางคนยูมะไม่เคยเห็นหน้า แต่ยูมะก็สนิทสนมกับภรรยาและลูกๆของคุณตาพอสมควร


ลูกสาวของคุณตาเดินมาจับมือยูมะเอาไว้ เธอเป็นหญิงสาวอายุประมาณสามสิบต้นๆ รูปร่างเล็ก มีโครงหน้าเรียว ผิวขาว คล้ายกับคุณตา แต่งงานและมีลูกแล้ว เป็นพนักงานบริษัทเอกชน


"คุณตาอยากเจอยูมะคุงจ๊ะ"


เธอบอกและจูงมือเด็กหนุ่มไปที่เตียง  ยูมะมองไปรอบห้อง ทุกคนในที่นั้นมีแต่รอยยิ้มมอบให้เขา แต่เป็นรอยยิ้มที่แฝงความหมองเศร้าเสียจนทำให้คนมองปวดหัวใจ


ร่างของคุณตาฮายะเสะตอนนี้ ไม่มีสายระโยงระยางตามตัวเหมือนเมื่อสองวันก่อนที่ยูมะมาเยี่ยม มีเพียงหน้ากากอ็อกซิเจนที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องช่วยหายใจ ยูมะรู้..  ว่าเมื่อไหร่ที่ถอดมันออก คุณตาจะจากไป... โดยที่ไม่มีวันกลับมา


"คุณตาจะไปแล้วเหรอครับ"
 

ร่างบนเตียงพยักหน้ารับช้าๆด้วยรอยยิ้ม  ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งที่จะได้พบในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า คุณตาเคยบอกเอาไว้ว่าความตายก็เป็นเพียงการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ของชีวิต ที่จะต้องเดินทางด้วยหัวใจ ไม่ใช่ร่างกาย ยูมะไม่เคยเข้าใจความหมายนั้น แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะรู้ดีว่ากำลังจะได้เดินทางไปยังที่ใด


"ถ้าเราได้เจอกันอีกคุณตาจะเล่าเรื่องการเดินทางของคุณตาให้ผมฟังอีกจะได้มั๊ยครับ"


คนป่วยตอบรับด้วยรอยยิ้มกว้าง แว่วเสียงสะอื้นดังขึ้นจากกลุ่มคนที่อยู่รอบเตียง แต่ไม่มีใครกล้าร้องไห้ออกมาดังๆ คุณตาบอกเอาไว้นานแล้วว่าอย่าร้องไห้เมื่อเวลามาถึง เพราะมันจะทำให้คุณตาเดินทางไปอย่างไม่สงบ ต้องคอยหันกลับมามองข้างหลังอยู่ตลอดเวลา  แต่มันช่างเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง เพราะแม้แต่ยูมะเอง ก็ต้องกลั้นน้ำตายามที่ต้องบอกลา


"ถ้างั้น ขอให้โชคดีนะครับคุณตา"


เด็กหนุ่มก้าวถอยหลัง เปิดโอกาสให้คนอื่นๆได้บอกลากับชายชราเป็นครั้งสุดท้าย  แล้วพี่ชายเขาก็ถอดหน้ากากอ็อกซิเจนของคุณตาออก  ช่วงเวลาไม่ถึงห้านาทีหลังจากนั้นเสียงสัญญาณชีพจรก็ค่อยๆดังช้าลง ...ช้าลง ในที่สุดก็เงียบหาย


ทดแทนด้วยเสียงร่ำไห้ที่ดังขึ้น...ดังขึ้น


คุณตาฮายาเสะหมดลมหายใจท่ามกลางบุคคลที่คุณตารัก และรักคุณตา  คนที่กุมมือคุณตาไว้ในวินาทีสุดท้าย คือภรรยาคู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมาเกือบหกสิบปี


คุณตามีความสุขแล้วสินะครับ....

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 


ยูมะเดินออกจากห้องมาด้วยสภาพที่เรียกได้ว่าหมดแรง  นี่ไม่ใช่ความตายของคนคุ้นเคยที่ยูมะได้เห็นครั้งแรก ตลอดเวลาที่รับการรักษา ยูมะได้รู้จักผู้ป่วยคนอื่นๆอีกมากมาย  บางคนหายป่วยเป็นปกติแล้วก็กลับบ้าน แต่บางคน.... ก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย


แต่คุณหมอยูยะกลับได้พบเจอความเจ็บปวดมากมายยิ่งกว่า ญาติของผู้ป่วยบางคนไม่อาจทนรับกับความสูญเสียได้ พวกเขาต่างโทษว่าเป็นความผิดของคุณหมอที่ไร้ความสามารถ แม้ว่ายูยะจะกล่าวขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่า  แต่ครอบครัวของคุณตาไม่เป็นอย่างนั้น ทุกคนไม่มีใครกล่าวโทษมีแต่จะขอบคุณที่คุณหมอยูยะทำให้พวกเขาได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น


แล้วอยู่ๆ ทั้งกล้องทั้งไมค์โครโฟนก็มาอยู่ตรงหน้าราวกับว่าใครใช้มนต์เสก


"รู้สึกเป็นยังไงบ้างครับที่ครั้งนี้คุณหมอรักษาชีวิตคนไข้ไว้ไม่ได้"


ยูมะตวัดสายตาจ้องหน้าคนถามทันที  คนพวกนี้ ..ขอให้ได้ข่าวไปเขียน ก็จะไม่สนใจเลยใช่ไหมว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร  ไม่ใช่ญาติพี่น้องของตัวเองนี่นะ แล้วอีกอย่าง ถามแบบนี้เหมือนจะกล่าวโทษพี่ชายเขาชัดๆ


ขนาดถูกจ้องด้วยสายตาเอาเรื่องนักข่าวคนนี้ยังไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด ทำหน้าเหมือนชีวิตนี้ไม่เคยทำอะไรผิด หน้าที่ของฉันคือหาข่าว ก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ข่าวมา ไม่สนทั้งนั้นว่าจะถูกใครมองยังไง  ไม่สนด้วยว่าจะต้องทำให้ใครเจ็บบ้าง  ยูมะเกลียดนักล่ะคนประเภทนี้..


เกลียด....


แว่วเสียงกระจกแตกดังเปรี๊ยะ   ทั้งนักข่าวและตากล้องหันไปมองรอบตัวหาที่มาของเสียง เด็กหนุ่มจึงใช้โอกาสนั้นเดินเลี่ยงออกมา แต่นักข่าวคนเดิมยังตามมาเซ้าซี้ขอคำตอบไม่เลิก


จนกระทั่ง..


"เฮ้ย!!! เลนส์กล้องแตกได้ไงวะเนี่ย"


เสียงโวยวายดังมาจากช่างภาพคู่หูที่เพิ่งเห็นว่าเลนส์ด้านหน้ากล้องแตกร้าวเป็นทางยาว จนไม่อาจจะถ่ายภาพใดๆได้  กล้องตัวนี้ราคาแพงเแสนแพงนัก ยูมะได้ยินนักข่าวคนนั้นกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของตากล้อง จากนั้นทั้งสองคนก็เกี่ยงกันว่าใครจะต้องเป็นคนชดใช้  ไม่นานก็ทะเลาะกันเสียงดังลั่นจนพยาบาลต้องเชิญทั้งคู่ให้ออกไปอยู่นอกพื้นที่โรงพยาบาล


สมน้ำหน้า.....

 

 

...................................................................

 

....................................

 

...............


...

 

"โกรธมากๆไม่ดีนะยูมะ เดี๋ยวก็ไม่หายป่วยหรอก"


คุณหมอยูยะเอ่ยเตือนน้องชายในเช้าวันต่อมา แต่ยูมะยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ดูโทรทัศน์ จนต้องเดือนรอบสอง


"พี่รู้นะ ว่าที่เลนส์กล้องแตกน่ะ ฝีมือเรา ทำแบบนี้บ่อยๆเดี๋ยวน้องนั่นแหละจะไม่สบาย"


"ก็มันโกรธนี่ นักข่าวงี่เง่านั่น !!!!"


พูดถึงทีไรก็โกรธขึ้นมาทุกที ป่านนี้คงหาเงินมาชดใช้ค่ากล้องจนหัวบานไปแล้ว  สมน้ำหน้า หากินบนความทุกข์ของคนอื่นดีนัก


"อย่ามาว่ากันนะ ! ทีพี่ยังไปเล่นงานคนที่เขียนข่าวใส่ร้ายพี่ยูยะเลย"


"ไม่ใช่พี่ซักหน่อย อุบัติเหตุนั่นฝีมือฮารุต่างหาก"


"ก็เหมือนกันแหละน่า!"


น้องน้อยเถียงอย่างดื้อดึง  คุณหมอเลยส่ายหน้าแบบเอือมๆ จะว่าน้องก็ไม่ได้หรอก อันที่จริง เขาก็แอบสมน้ำหน้าคู่หูนักข่าวตากล้องนั่นอยู่เหมือนกัน


"เอาเป็นว่าอย่าทำบ่อยๆก็แล้วกัน ก็รู้อยู่ว่าเราน่ะถ้าทำแบบนี้บ่อยๆแล้วจะป่วย อีกอย่างตอนนี้มีแต่คนคอยตามเราอยู่นะ ถ้าเกิดพวกนักข่าวรู้ขึ้นมามันจะยุ่ง พี่ไม่อยากย้ายบ้านบ่อยๆ"


ยูมะยิ้มกว้างเอาใจพี่ชาย สัญญาว่าจะพยายามไม่ทำอีก แต่ดูคุณหมอจะไม่เชื่อสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น


นิสัยมนุษย์ย่อมอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นเป็นธรรมดา เรื่องนี้เขาเข้าใจได้อย่างชัดเจน  แต่เรื่องบางเรื่อง มนุษย์ก็ไม่สมควรรู้ เพราะมันจะเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายตามมา


เหมือนที่เคยเกิดมาแล้ว....


"ข่าวของพี่ยูยะล่ะ"


คุณหมอยูยะหันไปมองโทรทัศน์ทันที ภาพที่เห็นมีเพียงฮารุมะที่กำลังให้สัมภาษณ์แบบสั้นๆแล้วหันหลังเดินจากไป ถึงแม้จะไม่ชอบขี้หน้า  แต่ถ้าจะให้พูดอย่างยุติธรรมแล้วต้องบอกว่าฮารุมะเหมาะกับการอยู่หน้ากล้องพอๆกับยูยะ ทั้งท่าทาง ทั้งรอยยิ้ม ทำให้สาวๆไม่ว่าคนไหนที่ได้เห็นหลงรักได้ง่ายๆ


แต่เขาไม่ชอบขี้หน้าอยู่ดี...


"วันนี้นักข่าวจะมาอีกมั๊ยน๊า~"


ยูมะถามลอยๆขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี เมื่อวานเล่นงานไปสอง วันนี้จะแกล้งยังไงอีกดีนะ


"เพิ่งสัญญาไปเมื่อกี๊ไงยูมะ"


"ก็สัญญาว่าจะไม่ใช้วิธีแบบเมื่อวานไง  แต่จะใช้นี่"


ยูมะใช้นิ้วเคาะที่หัวตัวเองเบาๆพลางยิ้มเจ้าเล่ห์  คุณหมอยูยะได้แต่ส่ายหน้า นึกสงสารนักข่าวที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อรายต่อไปของยูมะจับใจ  ไม่ว่าจะใช้ปัญญา หรือเวทย์มนต์ น้องชายเขาก็แกล้งคนได้อย่างเจ็บแสบทั้งนั้นแหละ

 

 


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 


To be con...

[Fiction] Once Upon a time...One


 

 





Title : Once Upon a time...One

Writer : Nalikakeaw

Rate : Not Sure

Pairing : .........






 "ทำหน้าย่นแบบนั้นบ่อยๆ ตีนกามันจะถามหาเอานะ"



คุณหมอคนสวยตวัดสายตาขุ่นขวับใส่ร่างสูงผู้มาใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้อง มือเรียวยกขึ้นแตะๆแถวหน้าผากกับหางตาสำรวจหาริ้วรอยอันไม่พึงประสงค์



"พี่ยูยะ!"



ยูมะกระโดดลงจากเตียงโผเข้ากอดร่างสูงด้วยความดีใจจนเกือบล้มไปด้วยกัน



"ไงยูมะ ..เป็นเด็กดีรึเปล่า"



คนถูกถามทำหน้าย่น ริมฝีปากเชิดขึ้นนิดๆอย่างถือดี ไม่ใช่เด็กแล้วซักหน่อย แต่กลับถูกอีกฝ่ายขยี้ผมเล่นอย่างเอ็นดู ยูยะประคองน้องน้อยที่ยังง้องแง้งไปนั่งตรงโซฟา ใช้เท้าเขี่ยๆคุณหมอที่ยังนอนกางแขนขาเต็มโซฟาให้ขยับหนีจะได้มีที่นั่ง



"นานๆเจอกันทีทักพี่แบบนี้เรอะ! ไอ้น้องบังเกิดเกล้า"



"เป็นคุณหมอมานอนเป็นอึ่งอ่างโดนรถทับแบบนี้ได้ไง คนไข้เห็นได้หมดความนับถือกันพอดี"



"เค้าวัดกันที่ฝีมือการรักษาคนไข้เว้ย! แล้วนายล่ะพ่อดาราวัยรุ่นชื่อดัง ไอ้ยีนส์ขาดๆเนี่ย เอาไปทิ้งได้แล้วมั้ง"



"แล้วพี่จะให้ใส่อะไร กิโมโนเหมือนเมื่อก่อนมั๊ยล่ะ"



ยูมะนั่งฟังสองคนทะเลาะกันตาแป๋ว เมื่อไหร่ที่เจอกัน พี่ชายสองคนจะสรรหาเรื่องมาเถียงกันได้ไม่รู้เบื่อ แต่ละครั้งก็เถียงกันเรื่องเดิมๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วพี่ชายคนโตก็ยอมตามใจน้องทุกทีนั่นแหละ



"ก็ฉันไม่ได้เก่งแบบพี่ จะให้เป็นหมอรักษาคนแบบพี่ได้ยังไง ที่ทำได้ก็มีแค่นี้แหละ"



ตั้งแต่จำความได้พี่ชายคนโตทั้งเก่ง ทั้งฉลาด ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ เมื่อก่อนเป็นหมอประจำอยู่ในอำเภอเล็กๆในต่างจังหวัด รักษาคนไข้จนมีชื่อเสียง ถึงขั้นที่ว่าคนไข้จากจังหวัดอื่นยอมเดินทางไกลหลายร้อยกิโลเมตรมาเพื่อให้รักษา แล้วตอนนี้ก็ถูกเชิญให้มาประจำที่โรงพยาบาลในเมืองใหญ่ แค่สามเดือนก็มีคนไข้ประจำให้คอยดูแลจนแทบไม่มีเวลาได้พัก ไม่นับรวมคนไข้ที่ตามมาจากจังหวัดอื่นๆอีก



"อย่ามาแกล้งทำน้อยใจนะเว้ย เดี๋ยวปั๊ดตบกะโหลกร้าว พี่ก็แค่เป็นห่วง อยากจะเป็นดาราซุปเปอร์สตาร์อะไรก็ตามใจ พี่ไม่มีสิทธิ์ยุ่งกับชีวิตนายอยู่แล้วนี่!"



ดูเอาเถอะ ใครน้อยใจใครกันแน่ ยูยะรีบคว้าตัวพี่ชายเข้ามากอด เป็นพี่ชายคนโตของบ้านก็จริง แต่คุณหมอก็ตัวเล็กกว่ายูยะ ผอมบางกว่า สูงน้อยกว่า ถ้าเปรียบกันแล้วตอนนี้น้องเล็กยังตัวสูงกว่าพี่คนโตคนนี้ซะอีก



ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย...



...แค่ชื่อเท่านั้น....



"อย่าเพิ่งโกรธน่า ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นซักหน่อย แค่งานนี้มันสนุก แล้วฉันก็ทำมันได้ดีด้วยนะ พี่ไม่ได้ดูเหรอ"



"ไม่ว่าง!"



โกหก! แล้วใครกันคอยตัดข่าวใส่แฟ้ม ซื้อแมกกาซีนเก็บไว้ทุกเล่ม คอยดูโทรทัศน์ทุกวันว่ายูยะไปออกรายการไหนบ้างแล้วแอบอัดเก็บไว้  วันไหนดูไม่ทันก็เข้าเว็บแฟนคลับโหลดมาดู ยิ่งล่าสุดมีข่าวว่ายูยะจะได้แสดงละครซีรี่ย์เรื่องดังที่มีการสร้างติดต่อกันมาสองภาคแล้วยิ่งปลื้ม กระโดดตัวลอยอยู่คนเดียวในห้องพัก จนทั้งแฟ้มข่าว ทั้งแมกกาซีนที่สะสมไว้เกือบหล่นลงมาทับหัวตาย



ยูมะรู้ ...  แต่ถ้าพูดออกไปหมดยูมะจะถูกกล่าวหาว่าแฉพี่ชายตัวเองมั๊ยเนี่ย...



ยูมะซุกตัวหาอ้อมแขนพี่ชายที่นั่งอยู่ตรงกลาง แนบหน้าผากกับพี่ชายอีกคนที่ซุกตัวอยู่คนละฝั่งของอ้อมแขน เมื่อก่อนสามพี่น้องกอดกันแบบนี้บ่อยๆ ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ที่เมืองนี้ เวลาที่จะได้เจอกัน คุยกัน กอดกันแบบนี้ก็น้อยลง



"กอดกันแบบนี้ฉันดูเหมือนเป็นอาเสี่ยในฮาเร็มเลย"



"อื้อ..ถ้ามีพุงอีกหน่อยนะ"



หัวเราะกันคิกคักสองคนกับยูมะแล้วก็เงียบไป ยูยะรับรู้ได้ถึงอ้อมแขนที่กอดกระชับกับตัวมากขึ้น  ไม่ต้องให้ใครบอกก็รู้ว่าพี่ชายเป็นห่วงเขา รักเขามากแค่ไหน ถึงจะจิกกัดปากร้ายไปบ้าง แต่ยังไงก็รักน้องอยู่วันยังค่ำ



"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ไม่มีอันตรายอะไรซักหน่อย ไม่เหมือนตอนที่อยู่บ้านเก่าหรอกนะ"



ยูยะคนพี่ได้แต่ก้มหน้างุด ปล่อยให้น้องลูบหัวลูบหางปลอบเหมือนลูกหมาตัวน้อยๆ



"นายรู้ไหม ตอนที่พี่กลับมาบ้านแล้วรู้ว่าป๋ากับหม่าม๊ามีนายอีกคน แล้วก็ตั้งชื่อให้ว่ายูยะ  พี่รู้สึกยังไง"



"ไม่รู้สิ พี่ไม่เคยเล่าให้ฟังเลย"



ยูยะเคยถามว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงได้ตั้งชื่อเขาว่ายูยะ ทั้งๆที่เป็นชื่อของพี่อยู่แล้ว คำตอบก็คือ ก่อนที่เขาจะลืมตาดูโลก พี่ชายเขาหายตัวไปจากบ้าน ทั้งพ่อแม่เฝ้าตามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ จนคิดว่ายูยะคนพี่อาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกแล้ว พอมีลูกอีกคนถึงได้ตั้งชื่อว่ายูยะ เพื่อให้เขาเป็นตัวแทนความรัก ความคิดถึงของพ่อแม่ที่มีต่อพี่ชาย ยูยะรู้เรื่องนี้ตอนที่โตมากแล้วถึงไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นตัวแทนของใคร เพราะทั้งพ่อกับแม่ก็รักทั้งสองคนเท่ากัน พี่เสียอีกที่ต้องคอยเสียสละของเล่นให้เวลาที่เขางอแง คอยดูแลเวลาพ่อกับแม่ไม่อยู่บ้าน คอยอยู่ข้างๆเวลาที่ไม่สบาย และยังคอยห่วงใยมาจนถึงเดี๋ยวนี้



"ครั้งแรกที่พี่ได้เห็นนาย ตอนที่เห็นว่าหม่าม๊าอุ้มนายแนบอก พี่รู้สึกเหมือนอยากจะสาปนายให้กลายเป็นตุ๊กตาหรืออะไรก็ได้ที่ทำให้นายหายไปซะ พอไม่มีนาย ป๋ากับหม่าม๊าก็จะได้รักพี่คนเดียวเหมือนเดิม  ตอนนั้นพี่ยังเด็กมาก แต่พอโตขึ้นถึงได้รู้ว่าความรู้สึกนั้นน่ะ  คือความอิจฉา  น่าอายมั๊ยล่ะ อิจฉาจนอยากจะทำร้ายแม้กระทั่งน้อง"



"ฉันไม่เห็นรู้สึกเลยว่าถูกพี่อิจฉา"


มันเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบเท่านั้นเอง พอแม่อุ้มน้องเข้ามาใกล้ๆ พอมือน้อยๆนั้นเอื้อมมือมาดึงผม กระตุกเบาๆแล้วก็หัวเราะเหมือนได้ของเล่น วินาทีนั้นเองที่ได้รู้สึกว่าน้องน่ารักน่ากอดแค่ไหน ตั้งแต่วันนั้นยูยะคนพี่ก็ทุ่มเทให้น้องหมดทุกอย่าง ดูแลน้อง เล่นกับน้อง ยอมเสียสละผมให้น้องดึงเล่นอยู่บ่อยๆ ยูยะคนน้องคงไม่รู้ตัวหรอกว่านิสัยที่ชอบเอานิ้วมาพันผมพี่เล่นน่ะ มันเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว



"ความอิจฉาของมนุษย์มันน่ากลัวนะยูยะ  มันสามารถเผาทำลายได้ทุกอย่างแม้แต่ตัวเอง ยิ่งนายเป็นที่ชื่นชมมากเท่าไหร่ ก็จะมีคนอิจฉามากขึ้น"



"พี่หมายถึงเรื่องข่าวเมื่อวันก่อนน่ะเหรอ?"



จะข่าววันไหนยูยะคนพี่ก็ไม่สนใจทั้งนั้น ไม่อยากจะอ่านเพราะรู้ว่ามันเป็นวิธีการของหนังสือบันเทิงแผงลอยทั้งหลายที่จะเรียกความสนใจจจากบรรดานักอ่านที่อยากสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้าน มีข่าวแค่สองบรรทัดแต่ละเลงสีตีไข่นั่งเทียนเขียนได้เป็นหน้าๆ ด้วยภาษาหวือหวาวิบัติสุดกู่จนคุณหมอไม่อยากจะแลด้วยซ้ำ แต่วันก่อนคุณหมอไปตรวจคนไข้แล้วเห็นมันวางอยู่ตรงโต๊ะข้างเตียง



แค่อ่านพาดหัวข่าว  คุณหมอคนสวยก็ลมออกหู โกรธจนแทบอยากจะจับไอ้คนเขียนมาผ่ามือดึงเส้นเอ็นออกมาสับ จะได้ไม่ต้องมีมือไว้เขียนข่าวบ้าๆแบบนี้ได้อีก ทางที่ดีคงต้องควักลูกตาออกมาด้วยจะได้ไม่ต้องแส่ส่ายหาเรื่องไปเขียนให้คนอื่นเสียหายแบบนี้



"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า แค่นี้เอง ฉันรับมือไหว ห่วงคนที่มาหาเรื่องฉันเถอะพี่"



"ทำไมฉันต้องไปห่วงมันด้วย?.."



"ก็คนไข้ของพี่ไม่ใช่เหรอ ที่รถชนเพราะถูกหมาวิ่งตัดหน้าหรืออะไรซักอย่างเมื่อวานน่ะ"



คุณหมอเงยหน้าขึ้นมามองน้องชาย  ดวงตากลมใสเบิกกว้างด้วยความแปลกใจ



"แขนหักทั้งสองข้าง ขาก็หัก หัวโดนกระแทกอย่างแรงก็เลยทำให้การมองเห็นผิดปกติ แต่ก็ไม่ถึงกับตาบอด  กรรมสนองสินะ"



"สมน้ำหน้า!"



ยูยะมองหน้าพี่ชายกับน้องชายสลับกันไปมา ในสามคนพี่น้องที่ใครๆต่างพูดว่าไม่มีอะไรที่เหมือนกันนอกจากสีผิว ไม่น่าเป็นพี่น้องกันได้ แต่พี่ชายคนโตกับน้องเล็กยังมีบางสิ่งที่คล้ายกัน นั่นคือดวงตาตาใสแบ๊วที่มองแล้วชวนให้นึกถึงลูกกวางไร้เดียงสาน้อยในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่



แต่ไม่รู้ทำไม...



เห็นพี่ชายน้องชายยิ้มแบบนี้แล้วตาขวามันกระตุกแปลกๆทุกทีสิน่า...



"ไม่ต้องมามองหน้า ฉันไม่ทำอะไรให้เสียจรรยาบรรณแพทย์หรอก"

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

"ให้มันจริงเถอะ!"



เจ้าของคำพูดนั้นเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นร่างสูง ผิวขาว แต่มีสีผมและนัยน์ตาสีเข้ม ราวกับสะท้อนสีของท้องฟ้าอันมืดมิดยามราตรี  โครงหน้าสมส่วน คิ้วเข้มรับกับจมูกโด่ง ขับให้ใบหน้าดูมีเสน่ห์ชวนมอง



ผิดกับสามพี่น้องที่มีผิวสีแทนโดยกำเนิด แต่มีผมสีอ่อน มีนัยน์ตาคู่งามเป็นประกายราวกับมีใครหลอมผลึกอำพันมาใส่ไว้  แม้เป็นชายแต่กลับให้บรรยากาศงดงามไปคนละแบบ



คนหนึ่งอ่อนหวาน อ่อนโยน ใจดี สมกับอาชีพที่เลือกเป็น...



"มาทำไมไอ้หมาบ้า!"



เสียก็แต่ปากนี่แหละ ไม่รู้ว่าตอนที่อยู่กับคนไข้กับตอนนี้คนไหนคือร่างจริง..คนไหนคือร่างทรง..



อีกคนสวยเฉี่ยว ดวงตาเรียว กับริมฝีปากอิ่มได้รูป เย้ายวน ให้ลองสัมผัส ดวงตาสีอำพันนั้นไร้ความรู้สึก แต่กลับมีเสน่ห์ลึกลับชวนค้นหา



อีกคนแม้ยังเด็ก ก็สดใสน่ารัก ดวงตาใสบริสุทธิ์ที่ใครมองก็อดหลงรักไม่ได้ แม้ไม่ใช่น้องแท้ๆแต่เขาก็รักเด็กคนนี้มากไม่แพ้อีกสองคนที่มีสายเลือดเดียวกันกับยูมะ



"พี่ฮารุ!"



น้องน้อยโถมตัวเข้าหาผู้มาใหม่ด้วยท่าทางเดียวกับที่กอดยูยะไม่มีผิดเพี้ยน ผิดกันตรงที่ว่าฮารุสามารถตั้งหลักรับได้สบายๆ แม้ว่าตอนนี้ยูมะจะสูงเกือบเท่ากับเขาแล้ว



"ผอมเหลือเกินนะเรา กินให้มันเยอะกว่านี้หน่อยสิ"



"ข้าวที่โรงพยาบาลมันไม่อร่อยนี่"



อาหารของคนป่วยจืดชืดไร้รส สีสันก็ไม่น่ากิน บวกกับบรรยากาศคนป่วยอื่นๆรอบตัวยิ่งทำให้ไม่อยากอาหาร ที่ฝืนกลืนลงไปได้ทุกมื้อก็เพราะพี่ชายสองคนขู่แกมบังคับว่าถ้าไม่กินให้หมดก็จะไม่หายป่วย ไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลซักที



"ไว้ออกจากโรงพยาบาลจะพาไปกินอะไรอร่อยๆ แต่วันนี้กินนี่ไปก่อนนะ"



"เย้~!"



คว้าถุงขนมใบโตกลับไปนั่งกินตรงโซฟาตัวเดิม เอนหลังพิงพี่ชายคนกลางสบายใจเฉิบ แต่พี่ชายคนโตกลับมองด้วยสายตาไม่ชอบใจนัก



"ไม่ใส่ยาพิษไว้หรอกน่า  ถ้าฉันซื้อมาให้นายถึงค่อยสงสัย"



คุณหมอยูยะตวัดสายตามองคนพูดอย่างเหยียดๆ เหมือนบอกเป็นนัยว่า จะไม่มีวันกินของที่ฮารุซื้อมาเป็นอันขาด ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอกกลับด้วยสายตาว่า ชาตินี้ชาติไหนก็อย่าหวังเลยว่าจะได้กิน



สองคนแง่งๆใส่กันโดยคนที่เหลือไม่มีใครคิดจะห้าม ยูมะรู้มานานแล้วว่าพี่ชายคนโตไม่ชอบขี้หน้าฮารุ ตามประสาพี่ชายที่รักและหวงน้องยิ่งชีพ ยิ่งฮารุแย่งยูยะไปครองคนเดียวเสียแบบนี้ เวลาที่จะอยู่กับพี่น้องก็แทบไม่เหลือ อาทิตย์หนึ่งอยู่กับครอบครัวสามวัน สี่วันที่เหลือเป็นของฮารุ ยูยะคนพี่ทำใจยอมรับไม่ลงแต่ก็ขัดใจน้องไม่ได้ ยูมะก็หวงพี่เป็นเหมือนกันแต่ไม่อยากงอแงให้ยูยะต้องลำบากใจ



ก็ใช่ว่ายูมะจะยอมให้ทุกครั้งไปหรอกนะ....



"เมื่อกี๊นายหมายความว่าไง?"



"อะไร?"



"ที่พูดตอนนายเข้ามาน่ะ หมายถึงอะไร?"



ทันทีที่ถาม สองคนที่นั่งข้างๆก็มีปฏิกิริยาทันที ยูมะไอค่อกแค่กเพราะขนมเกิดติดคอ ส่วนคุณหมอก็ใช้สายตาขู่เข็ญแต่ก็ไม่ได้ทำให้ฮารุรู้สึกอะไรนอกจากจะนึกอยากแกล้งมากขึ้นเท่านั้น



"เมื่อกี๊ฉันเดินสวนกับคนไข้คนหนึ่งที่หน้าโรงพยาบาล  คนที่เขียนข่าวนายนั่นแหละ หมอนั่นโวยวายอยากจะออกจากโรงพยาบาลให้ได้ "



"ทำไม?"



"ไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่คุณหมอเจ้าของไข้เข้าไปตรวจตอนบ่าย"



ยูยะหันไปสบตาพี่ชาย



"นั่นมันคนไข้ของฉัน ฉันก็แค่ไปตรวจตามปกติ แปลกเหรอ?"



ไม่แปลกสักนิด หากคุณหมอไม่ได้แนะนำตัวอย่างจงใจว่าตัวเองมีความเกี่ยวข้องยังไงกับคนที่เป็นข่าวในหนังสือที่พกติดมือไปให้คนไข้อ่านระหว่างตรวจ แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มอบรอยยิ้มหวานอาบยาพิษให้ แล้วก็...เอ่อ อาจจะมือหนักไปนิดตอนที่จับแขนขาคนไข้



สิบนาทีต่อมา ยูมะก็ไปอยู่ที่ห้องคนไข้ห้องเดิม ไปชวนคุยแก้เบื่อ บังเอิญไปเป็นหนังสือที่คุณหมอเผลอลืมทิ้งไว้  แล้วบอกกับคุณคนไข้ว่าคนที่เป็นข่าวนั่นเป็นพี่ชายเขาเอง ก่อนจะหันเหความสนใจไปที่เครื่องมือแพทย์ อยากยกเสาแขวนน้ำเกลือเล่นบ้าง อยากถอดเข็มน้ำเกลือแล้วจิ้มมันลงไปบนแขนอีกที หรืออยากแกะเฝือกออกมาดูว่าข้างในมีอะไร



เท่านี้ก็คงมากพอที่จะทำให้คนไข้มีอาการวิตกจริต กลัวตาย อยากออกจากโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนได้แล้ว



"เห่ามากเกินไปแล้ว!!!!"



ยูยะพูดอะไรไม่ออก นอกจากนั่งมองพี่ชายลับฝีปากกับฮารุอยู่เงียบๆ หันไปทางยูมะ น้องก็ทำตาแป๋วแบบที่เห็นแล้วต้องยอมแพ้ ดุไม่ลงสักที



"นี่ คืนนี้พี่จะมาอยู่เป็นเพื่อนผมใช่มั๊ย"



"ไม่ได้หรอกยูมะ พรุ่งนี้ยูยะมีงานน่ะ"



"เอ๋!!!!"



"อย่าให้มันมากนักไอ้หมาหื่น ให้พี่น้องมีเวลาอยู่ด้วยกันบ้าง"



แล้วคุณหมอก็ปะทะคารมกับฮารุอีกหน ยูยะเลยนั่งนิ่งๆ รอเวลาให้เสียงประกาศิตตัดสินว่าวันนี้เขาจะได้นอนที่ไหน  แต่ก็คงจะเดาได้ไม่ยากหรอก



"ไม่ได้! ไม่ให้พี่ยูยะไปไหนทั้งนั้น คืนนี้พี่ยูยะต้องนอนกับน้อง!!! ใครอยากกลับบ้านก็กลับไปคนเดียวสิ"

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++

 


กระจกบานใหญ่สะท้อนภาพเงาใครบางคนที่แสนคุ้นตา เหมือนจะรู้จักแต่ก็ไม่รู้จัก  ร่างผอมบางในชุดกิโมโนสีแดงสด เล่นลวดลายบนผืนผ้าด้วยดอกไม้สีขาว เหมือนชุดที่เคยใส่เมื่อนานมาแล้ว แต่ใบหน้ากลับเฉยชา ดวงตาที่มองมานั้นช่างไร้ความรู้สึก เหมือนตุ๊กตาไร้ชีวิต



คนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้คือใครกัน..?



"ยูยะ.."



สัมผัสหนักๆตรงเอวและต้นคอเรียกให้ยูยะถอนสายตาจากเงาสะท้อนในกระจกกลับมาสู่ความเป็นจริง ว่าเงาที่เห็นนั่นคือตัวเอง แต่เป็นตัวตนที่ช่างแตกต่างจากที่เคยเป็นจนตัวยูยะเองก็แทบจำไม่ได้  เมื่อก่อนยูยะเคยมีรอยยิ้ม มีชีวิตชีวา  ไม่ได้เฉยชาเหมือนตุ๊กตาหินสลักอย่างตอนนี้..



เพราะอะไร?...



"คิดอะไรอยู่?.."



"เปล่า!"



น้ำเสียงไร้อารมณ์ไม่แสดงความรู้สึก คนถามก็ยังไม่พอใจ จับร่างบางให้หันเข้าหา จ้องตาตรงๆค้นลึกลงไปหาคำตอบ แต่ก็ไม่ได้เห็นอะไรนอกจากดวงแก้วสีอำพันที่ว่างเปล่า



"คิดถึงหมอนั่นอยู่?"



เป็นคำเรียกแทนใครสักคนที่กว้างขวางจนคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันน้อยๆ นึกไม่ออกว่าคนถามหมายถึงใคร จนอีกฝ่ายต้องเฉลยออกมา ว่าเป็นช่างภาพคนที่เพิ่งจะร่วมงานกันไปเมื่อกี๊ แต่ก็ไม่ได้มีเหตุผลว่าทำไมยูยะจะต้องคิดถึงอย่างที่ว่า



"นึกว่าฉันตาบอดหรือไง!"



ฮารุเข่นเขี้ยวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในสตูดิโอ ไอ้หมอนั่น! ไอ้ช่างภาพคนนั้น! มันบังอาจแตะต้องยูยะ มันฉวยโอกาสระหว่างที่ทำงานเข้าใกล้ยูยะ จับมือถือแขนทุกครั้งที่ทำได้ และถ้ามันทำได้มันคงจะจูบยูยะไปแล้ว ทุกการกระทำของมันแนบเนียนจนเขาไม่อาจจะทำอะไรได้แม้ใจอยากจะทำมากกว่าต่อยซักหมัด



"ถ้าดูอยู่ตั้งแต่แรก ก็น่าจะเห็นแล้วสิว่าฉันทำยังไง หรือแค่นั้นยังไม่พอ?"



"ไม่!"



แค่ยูยะกระแทกศอกไปสองสามครั้ง กับแกล้งเหยียบเท้าไปไม่กี่ที หมอนั่นยังเจ็บตัวไม่สมกับที่มันบังอาจแตะต้องคนของเขา



"ถ้างั้นนายก็ไปจัดการ.. อย่างที่นายพอใจก็แล้วกัน"



"ฉันทำแน่"



รั้งใบหน้านั้นเข้ามาหา กระซิบตอบให้ริมฝีปากแนบชิดกัน ปลายนิ้วร้อนแตะลงบนต้นคอเปล่าเปลือย ผมที่เคยยาวถูกรวบสูง พอๆกับที่คอเสื้อกิโมโนถูกรั้งลงต่ำจนเกือบเห็นแผ่นหลัง



ยูยะหลับตาลงปล่อยให้ริมฝีปากและร่างกายถูกครอบครองจนกว่าอีกฝ่ายจะพอใจ กระทั่งสัมผัสนั้นหยุดลง ดวงตาเรียวจึงกระพริบเปิด จ้องมองคนตรงหน้าอย่างไร้ความรู้สึกเหมือนทุกครั้ง



"ดูท่าทางเหนื่อยๆนะ ยูมะคงชวนคุยทั้งคืนจนไม่ได้นอนล่ะสิ"



"อยู่กับนายฉันก็คงไม่ได้นอนเหมือนกัน"



ฮารุหัวเราะหึๆกับคำพูดที่ตรงไปตรงมาไร้ความเขินอายกับเรื่องแบบนี้  เท่าที่รู้จักกันมา ยูยะไม่เคยแสดงอารมณ์ใดกับเขานอกจากความเฉยชา จะยิ้มหรือหัวเราะก็แค่เวลาที่อยู่กับพี่น้องเท่านั้น แม้แต่ตอนนี้ที่ร่างบางถูกรั้งมาที่โซฟาตัวยาวที่ตั้งชิดผนังจนล้มลงไปด้วยกันทั้งคู่ ใบหน้างดงามนั้นก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกสักนิด



แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว...



เพราะสิ่งที่เขาต้องการจากยูยะอยู่ทุกค่ำคืน  ไม่ใช่ความรู้สึก...



ยูยะซบหน้าลงกับไหล่ของอีกฝ่าย หลับตารับสัมผัสอุ่นๆที่แตะลงบนขมับ ไล้เรื่อยลงมาที่แก้ม คอ และริมฝีปาก



"หลับซะยูยะ.."



ปลายลิ้นร้อนแทรกเข้าไปลิ้มรสความหวานอย่างนุ่มนวล ..เนิ่นนาน..แล้วละริมฝีปากออกมาอย่างแสนเสียดาย



"หลับซะตอนนี้....ก่อนที่คืนนี้ นายจะไม่ได้นอน"

 


++++++++++++++++++++++++++++++

 


วันต่อมา ยูยะจำเป็นต้องตื่นเช้าทั้งที่เมื่อคืนผ่านศึกหนักจากคนที่นอนอยู่ข้างกาย เพราะเสียงโทรศัพท์สามเครื่องช่วยกันแผดเสียงต่อเนื่องแทนนาฬิกาปลุก เครื่องหนึ่งเป็นของยูยะ เครื่องหนึ่งเป็นของฮารุ อีกเครื่องเป็นโทรศัพท์ภายในที่ติดตั้งมาพร้อมกันกับตอนที่ซื้อห้องชุดในแมนชั่นสุดหรูนี่



ห้องที่อยู่กันแค่สองคนเท่านั้น..



ยูยะมีบ้านอยู่แล้ว คือบ้านที่อยู่ด้วยกันสามคนพี่น้อง ตั้งอยู่ห่างตัวเมืองไปไม่ไกล แต่ฮารุก็ยืนยันจะซื้อห้องนี้ให้ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าจะได้สะดวกเวลามาทำงาน แต่พี่ชายคนโตกลับมองว่า



"ไอ้หมาบ้านั่นซื้อไว้เพื่อจะได้ทำอะไรต่อมิอะไรกับนายได้สะดวกกว่าอยู่บ้านน่ะสิ!"



พี่ชายเขาพูดไม่ผิดเลย...



แล้วตอนนี้โทรศัพท์ทั้งสามเครื่องก็ถูกเหวี่ยงลงไปนอนแอ้งแม้งบนพื้นพรมนุ่ม  ด้วยฝีมือคนที่น่าจะตื่นอยู่ก่อนแล้ว แต่กลับปล่อยให้โทรศัพท์ทั้งสามเครื่องดังหนวกหูจนยูยะต้องตื่น



"คนที่โทรฯมาน่าจะมีธุระด่วนนะ"



"ฉันไม่สน!"



พลิกกายทาบทับอีกร่างที่ไร้อาภรณ์แม้สักชิ้น บดเบียดริมฝีปากหนักหน่วงกระตุ้นอารมณ์ให้รุ่มร้อนในแรงปรารถนา จนกระทั่งยูยะหลุดเสียงครางออกมาเบาๆ



แม้ในยามปกติไร้ความรู้สึก แต่เมื่อยามใดที่อารมณ์ถูกชักพาจนถึงขีดสุด ร่างบางนี้จะเร่าร้อนจนแทบจะแผดเผาฮารุได้ทั้งตัว เพราะเหตุนี้เขาถึงต้องการยูยะมากกว่าใครๆ แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่เคยเต็มใจก็ตาม



แต่แล้วทุกการเคลื่อนไหวบนเตียงกลับต้องหยุดลง เพราะเสียงใครบางคนที่เล็ดลอดผ่านประตูด้านหน้ามาเข้าหู



"ฉันรู้ว่านายสองคนอยู่ข้างใน อย่าให้ต้องพังประตูเข้าไป เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะโว้ย!!! "


.............................................

..............................

..................


........


แล้วตอนนี้ยูยะก็มีชุดคลุมอาบน้ำเพียงตัวเดียวปกปิดร่างกาย อยู่ในห้องนั่งเล่น รอฮารุที่อีกไม่กี่นาทีคงจะอาบน้ำเสร็จ ระหว่างนั้นก็เก็บเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนให้ลงไปอยู่ในตะกร้า



"อดอยากมากหรือไงถึงรอให้ไปถึงเตียงไม่ได้"



"ถามฮารุสิ"



ตอบแบบนี้คนถามก็ได้แต่ส่ายหัวสถานเดียว ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆ สาบานเลยว่าจะไม่มากวนตอนที่ไอ้คู่นี้มันกำลังทำอย่างว่ากันอยู่เด็ดขาด ให้ตายเถอะ!



"มีธุระอะไร"



ถึงจะอาบน้ำ แต่ก็ใช่ว่าจะดับอารมณ์ที่ค้างคาอยู่ให้หายไปได้ ฮารุจึงกระแทกตัวลงนั่งบนโซฟาหนังสีดำอย่างหงุดหงิด ผิดกับยูยะที่นั่งลงข้างกันด้วยสีหน้าเรียบเฉย จนคนมองแปลกใจ



"มองอะไรวะ!"



ฮารุเอื้อมมือไปจัดชายเสื้อของยูยะให้ปกปิดมิดชิดมากขึ้น



เออ! หวงกันเข้าไป ทีตัวมันเองดันปล่อยให้เสื้อแหวกจนเกือบถึงสะดือ



อยากด่าอย่างใจคิด แต่เวลาก็มีไม่มากแล้ว  ยาบุเทหนังสือนับสิบเล่มที่หอบมาด้วยลงบนโต๊ะกระจกเตี้ยๆหน้าโซฟา ฮารุทำหน้าตาเหนื่อยหน่ายทันที



"ข่าวอะไรอีกล่ะคราวนี้"



ยูยะชะงักมือที่กำลังเอื้อมไปหยิบ ภาพบนหน้าปกหนังสือทุกเล่มเหมือนกันหมด กิโมโนสีแดง?



"นี่มัน-"



"ภาพสวีทหวานในห้องแต่งตัว ของ-นาย-สอง-คน  ไม่ได้มีแค่นี้นะ ยังมีคลิบวิดีโอด้วย ตอนนี้ระบบอินเตอร์เน็ตปิดซ่อมเพราะมีคนกดเข้าไปดูเป็นล้านๆในคืนเดียว สายเคเบิ้ลคงไหม้ไปเลยละมั้ง"



ฮารุอึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะย้อนถามด้วยคำถามที่ยาบุคิดว่ามันกวนประสาทจนอยากจะยันหน้าหล่อๆนั่นสักที



"แล้วไง?"



"ก็ไม่ไงละวะ ฉันเคยบอกนายแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำอะไรประเจิดประเจ้อ ทุกวันนี้นายสองคนมีข่าวไม่พอหรือไง ข่าวมันมีผลกระทบกับนายยังไงรู้บ้างรึเปล่า"



"ไม่รู้ แล้วก็ไม่สนด้วย มันเป็นเรื่องส่วนตัว ฉันกับยูยะอยู่กันแบบนี้นานแล้ว  ถ้างานนี้ทำให้เราอยู่กันแบบนี้ไม่ได้ ฉันก็ไม่ทำ "



ฟังแล้วไมเกรนขึ้นกะทันหัน ถ้าหมอนี่เลิกเป็นดารา ก็หมายความว่ายูยะก็ต้องเลิกทำงานนี้ด้วยแน่ๆ แล้วทุกสิ่งที่สร้างมาตลอดหนึ่งปีนี้ก็ไม่มีความหมาย ลงทุนลงแรงไปเสียเปล่า



อาจจะเป็นความบังเอิญที่ยาบุได้พบกับสองคนนี้ระหว่างที่โมเดลลิ่งของเขากำลังมองหาดาราวัยรุ่นหน้าใหม่เพื่อจะแข่งขันกับบริษัทอื่นๆที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด และเพียงงานโฆษณาชิ้นแรกก็ทำให้ทั้งสองคนเป็นที่จับตามองทันที  ด้วยบุคลิกที่แตกต่างกันสุดขั้ว แต่อยู่ด้วยกันแล้วกลับลงตัวอย่างน่าประหลาด  แล้วงานชิ้นต่อมาก็ตามมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันนี้ วันที่กำลังจะได้แสดงละครเรื่องแรก ละครวัยรุ่นชื่อดังที่สร้างติดต่อกันมาแล้วถึงสองภาค และคนที่เคยรับบทนำก็กลายเป็นดาราชั้นแนวหน้าของวงการไปแล้ว



ข่าวนี้อาจทำให้ทั้งสองคนถูกปลดออกจากรายชื่อนักแสดง หากทั้งผู้ผลิตละครและคนดูมองว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และถ้าเป็นแบบนั้นจริง  ทั้งสองคนก็จะสูญเสียโอกาส บริษัทก็จะเสียรายได้เป็นจำนวนมหาศาล



"ฉันไม่เสียดายหรอกนะ ที่ฉันทำงานนี้ก็เพราะมันสนุก แต่ถ้ามันทำให้ชิวิตยุ่งยากฉันก็คงไม่ทำ"



"หมายความว่านายเลือกชีวิตส่วนตัวมากกว่างานเหรอ?"



คำตอบมันชัดเจนอยู่ในดวงตาของทั้งสองคน ไม่มีคำว่าเสียดายเลยสักนิด   ยาบุไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เลยได้แต่ทิ้งตัวหมดแรงลงบนโซฟาอย่างปลงๆ



"แล้วใครเป็นคนถ่ายภาพนี้กันล่ะ ตอนนั้นฉันกับยูยะอยู่ในห้องกันสองคนไม่มีคนอื่น แสดงว่าต้องมีใครเอากล้องไปซ่อนไว้  ดูจากมุมกล้องแล้ว น่าจะแถวๆกระจก"



"ถูกเผง! ก็คงเป็นคนในสตูดิโอนั่นแหละ ตามไม่ยากหรอก แต่ป่านนี้มันคงหอบเงินล้านไปสุขสบายอยู่ที่ไหนซักแห่งแล้วล่ะ"



"หนีไม่พ้นหรอก"


ฮารุพูดเบาๆพอแค่ให้ยูยะได้ยิน  ยาบุเลยมองเห็นแค่ทั้งสองคนสบตากันเท่านั้



จะว่าไปสองคนนี้ก็น่าอิจฉาจริงๆที่มีความมั่นคงในกันและกันมากขนาดนี้ แต่ทั้งสองคนเป็นนักแสดงที่มีฝีมือมาก จะปล่อยให้ออกจากวงการไปทั้งๆอย่างนี้ก็น่าเสียดาย



แล้วอะไรบางอย่างก็แวบขึ้นมาในหัว  ใช่แล้ว..ยังพอมีวิธี..



"ฉันว่าบางที..พวกนายอาจจะไม่ต้องออกจากวงการก็ได้นะ"

 

++++++++++++++++++++++++++++++


To be con....



 



~❤ Love Rabbit ❤~

Title  :   ~❤ Love Rabbit ❤~

Writer  :  Nalikakeaw

Pairing  :  Taka x  Yabu...










"มาแล้ววววววววววววว!!!!!!"


เสียงฝีเท้าตึ้กตั้ก  ตามมาด้วยเสียงแหบห้าวพร้อมทรงผมฟูๆไร้การหวีแต่ดูดีเป็นเอกลักษณ์  ก่อนที่ร่างสูงจะพุ่งเข้ามาในสตูดิโอ ฌ เวลาที่เข็มสั้นจะหยุดตรงเลขแปดได้พอดีแป๊


ทุกคนในสตูดิโอถอนหายใจโล่งอก  ไม่ใช่ว่าห่วงหรอกนะ  แต่ไม่อยากได้ยินเสียงใครบางคนบ่นต่างหาก


"เกือบสายเชียวนะ ยูยะ"


เรียบๆ นิ่งๆ  แต่ทุกสิ่งหยุดชะงัก   ทุกคนกลั้นหายใจเตรียมอุดหู  มีแต่เจ้าตัวคนที่เกือบจะมาสายนั่นล่ะที่มองตอบสายจิกจ้องเอาเรื่องแบบไม่สะทกสะท้าน


"อย่าเพิ่งบ่นน่ะยาบุ ขอไปแต่งหน้าแต่งตัวก่อน สายแล้ว"


ว่าแล้วก็ชิ่งจากไปนั่งหน้ากระจกบานใหญ่ให้ช่างทำผม ช่างแต่งหน้า ใส่โน่นละเลงนี่ไปตามเรื่อง เสร็จปุ๊บตากล้องก็เรียกไปถ่ายปั๊บ สนุกสนานเฮฮากันไปตามประสา แต่ทว่า....


"ทาคาคิ ไปง้อยาบุหน่อยซิ"


"ไม่ได้ทำอะไรผิดง้อทำไมล่ะ"


หันกลับไปถามแบบหน้าซื่อตาใส   แต่ฮิคารุมองแล้วมันชวนโดนถีบมากกว่าน่ารั


ก็มันใครกันละวะ! ที่มาทำงานแบบหวุดหวิดจะสายได้ทุกที่ทุกงาน ทั้งๆที่ยาบุมันย้ำนักย้ำหนาว่าให้มาก่อนเวลานัดสิบห้านาที  จะเตือนจะว่ายังไงก็ไม่เคยสน  หนนี้ยังทำเมินใส่อีก  พี่ใหญ่ของวงเลยทำหน้าหงิกเอาๆจนเหลี่ยมจะหายหมดแล้ว


"ก็น่ารักดีนี่"  ก็นะ  นานๆทีจะได้เห็น


ผัวะ!!!!!


เป็นอิโนะ เคย์  ที่หวดฝ่ามือเรียวลงกลางกบาลแบบเต็มเหนี่ยว  หัวเหอที่เซ็ตไว้อย่างดีกระเซิงเสียทรง  ถึงได้หันไปมองอย่างขุ่นเคือง แต่เจ้าของฝ่ามือพิฆาตหาได้สนใจไม่


"ไม่ต้องพูดมาก ไปขอโทษยาบุเดี๋ยวนี้!"


ไม่รู้อะไรหนักหนา ยาบุโกรธง่ายหายเร็ว ก็รู้ดีอยู่  ขอโทษคำเดียวก็จบ แต่นี่ปล่อยให้โกรธ หน้าบึ้งแผ่รังสีอึมครึมไปทั่วสตูดิโอ จนเมมเบอร์ไม่กล้าเข้าใกล้ ทีมงานก็ดูจะแหยงๆพิกล 


มันอึดอัดเฟ้ย!!!!!


"ไม่ไป"


"ยังไงก็ต้องไป ถ้านายจะไปเราจะลากนายไปเอง  ไดจังมาช่วยกันหน่อย"


สามคนสามแรง  แต่กลับสู้แรงคนอ้วนที่น้ำหนักเพิ่งจะลดไปสองกิโลฯ  ไม่ไหว  ยื้อกันไปลากกันมาจนคนที่นั่งมองอยู่มุมห้องนึกรำคาญ  ยิ่งมองยิ่งหงุดหงิดใจนัก


"ไม่ต้องหรอกทั้งสามคน  คำขอโทษที่ไม่มีความสำนึกน่ะ ฉันไม่อยากได้หรอก"


ทั้งสตูดิโอเกิดความเงียบงันไปชั่วขณะ  ยูยะอ้าปากหวอมองตามแผ่นหลังบางที่เพิ่งจะพ้นประตูสตูดิโอไปอย่างงงๆ




โกรธจริงนี่หว่า....








+++++++++++++++++++










หมดช่วงถ่ายในสตูดิโอ ทุกคนย้ายสถานที่มาถ่ายกันตรงสวนด้านนอกไม่ไกลนัก  ผืนหญ้าสีเขียวเย็นตา ช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น  แต่ที่เรียกเสียงอู้อ้า ชื่นชมจากเหล่าเมมเบอร์ได้มากที่สุด  ก็คือเหล่ากระต่ายน้อยขนฟูที่มาร่วมถ่ายแบบด้วยในวันนี้


"หวา!!! น่ารักจังเลย ผมจะถ่ายกับตัวนี้"


"ตัวสีน้ำตาลเข้มฉันจองแล้วนะยูโตะ"


"เอ๋!!  อะไรกัน ยามะจังจองตั้งแต่ตอนไหนฉันมาถึงก่อนนะ"


"ก็ไม่รู้ล่ะ ฉันอยากได้ตัวนี้นี่"


คุยกันหงุงหงิงซักพักยามาดะก็ได้อุ้มกระต่ายตัวที่อยากได้สมใจ  แต่ต้องแลกกับการหอมแก้มยูโตะซ้ายขวาข้างละที  เพราะแบบนี้เวลามีเรื่องเถียงกันทีไร เมมเบอร์ที่เหลือเลยไม่ค่อยจะสนใจสองคนนี้เท่าไหร่นัก  ปล่อยให้หงุงหงิงกันไปสองคนเถอะ


กระต่ายน้อยน่าสนกว่ากันเยอะ!~


ยาบุรอให้ทุกคนเลือกกระต่ายจนครบ ถึงได้อุ้มกระต่ายตัวสีน้ำตาลอมเทาขึ้นมากอดบ้าง สีหน้าตอนที่อุ้มกระต่ายขึ้นมานั้นอ่อนโยน เวลาที่กอดกระต่ายน้อยก็ทะนุถนอม  ชวนให้คนมองนึกอิจฉา อยากหักคอกระต่ายขึ้นมาซะงั้น



"เอามานี่ซิ"  มือไวเหมือนใจคิด ยูยะดึงกระต่ายออกจากอ้อมแขนนั้นทันที


เพียะ!!!!


"โอ้ย!!!  มาตีฉันทำไมเนี่ย"


"มันน่ามั๊ย ใครสั่งใครสอนให้อุ้มกระต่ายแบบนั้น "


แล้วหิ้วหูกระต่ายมันผิดตรงไหนวะ! ไม่ทำมันหล่นพื้นก็บุญเท่าไหร่แล้ว ทาคาคิจับหูกระต่ายแน่นกว่าเดิม ปล่อยให้เจ้าตัวน้อยสี่ขาตะกุยอากาศไปตามเรื่อง


ปั๊ก!!!!


เพราะหิ้วน้องกระต่ายสูงเกินไป  เลยโดนสองขาหลังถีบเข้าปลายคางแบบเต็มๆ  มึนไปสิบวิ...


หนอย!!!   เดี๋ยวแกล้งทำหลุดมือมันจริงๆซะเลย  ยาบุอยากสนใจมันมากกว่าเขาดีนัก


"ถ้ากระต่ายหล่นนายตายแน่!!!"  เอ่อ สมเป็นยาบุ  รู้ทันไปซะทุกเรื่องจริงๆ "ส่งกระต่ายตัวนั้นคืนมา  เดี๋ยวนี้!!!" 


เพราะประโยคสุดท้ายนั่นล่ะ ที่ทำให้ไม่กล้าขัดใจ ปกติจะแกล้งกวนใจบ้าง ให้เอาอะไรซักอย่างมาแลกบ้าง  แต่ถ้าทำยาบุคงโกรธมากขึ้นอีกหลายเท่า
คืนไปแล้วก็ไม่วายส่งสายตาขุ่นเคืองใส่เจ้าขนฟูที่อยู่อย่างสงบสุขในอ้อมแขนเรียว แป๊บเดียวก็เคลิ้มทำท่าจะหลับ  ดูมันซิ ทีกับเขาละดิ้นเอา ถีบเอา


"ต้องอุ้มแบบไหนล่ะ  ฉันไม่รู้นี่"


ยาบุมองคนแกล้งทำหน้าตาจ๋อยๆอย่างแสนขัดใจ  อยากจะตะโกนใส่หน้าให้สมกับที่ขุ่นใจมาเกือบค่อนวัน แต่ก็กลัวกระต่ายจะตกใจกระโดดหนี


"ก็แบบที่ฉันอุ้มนี่แหละ  ลองดูสิ " บอกพลางเดินนำไปทางกรงที่ยังเหลือกระต่ายน้อยอยู่อีกหนึ่งตัว


"ค่อยๆเอามือช้อนไปใต้ตัวกระต่าย ตรงขาหน้าสองข้าง อีกมือก็ประคองสะโพกแล้วก็อุ้มขึ้นมา"


เออ ง่ายๆแฮะ ไม่ดิ้นไม่ถีบด้วย  น่ารักเหมือนกันนี่หว่า  อุ้มขึ้นมาได้แล้วก็ยิ้มกว้าง แต่เจอใบหน้าหงิกๆของยาบุตอกกลับมาจนหน้าหงาย


เฮ้อ!!!  ไม่น่าไปแกล้งเล่นเล้ยยย!!!!!








+++++++++++++++++++++++





ยาบุไม่ได้คุยกับยูยะอีก และไม่ได้ทำท่าทีว่ามองเห็นด้วย  ถึงจะมานั่งอยู่ตรงหน้าก็เถอะ  เสร็จงานก็ก้มหน้าก้มตาเก็บของใส่กระเป๋าแบบไม่สนใจโลก


"วันนี้ทาคาคิคุงดูหงอยๆเนอะ ยาบุคุง" ยูริเข้ามาเกาะแขนทำตาแป๋ว  ยาบุเลยยิ้มหวานตอบไป


ดี สมน้ำหน้า ...


"น่าสงสารนะ"  เคย์โตะพูดบ้าง  แต่ดูแล้วก็ไม่ได้หวังให้ยาบุใจอ่อนสักเท่าไหร่


"ทาคาคิคุงเดินหายไปไหนแล้วล่ะ" ริวทาโร่ลองพูดดูบ้าง แต่ก็เหมือนสายลมผ่านหู  ยาบุไม่ได้ฟังเลยซักนิด


"ทุกคนนนนน กระต่ายหายยยย"


"จริงอ่ะยามะจัง กระต่ายหายเหรอ"


"หายไปตัวนึงล่ะ"


"กระต่ายหายย  ทุกคนนนน  กระต่ายหายยย  ทำไงดีๆๆๆๆ"


รู้แล้วครับว่ากระต่ายหาย  แต่ใครก็ได้เอาสองตัวนี้ไปเก็บที!!!!!!!


กระต่ายหาย ?  คนก็หาย?  หวังว่าคงไม่ได้หายไปด้วยกันหรอกนะ  ยาบุออกเดินแกมวิ่งไปทางด้านหลังเรือนกระจกที่ก่อนหน้านั้นเห็นคนใครสักคนเดินไปทางนั้น


นั่นไง........แอบมางีบอยู่หลังเรือนกระจกจริงๆ  แล้วยังกอดกระต่ายขนฟูแทนหมอนข้างด้วย ไม่รู้นึกพิเรนทร์อะไร  เมื่อกี๊ยังแกล้งกระต่ายอยู่เลย


ยาบุนั่งลงข้างๆคนที่กำลังอยู่ในห้วงฝันเงียบๆ ไม่อยากรบกวนให้ตื่น มองหน้าตาหล่อเหลาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะไล้นิ้วเบาๆไปตามโครงหน้า  แล้วละออกมาอย่างรวดเร็วเพราะเพิ่งนึกได้ว่ายังโกรธอยู่


แต่ถ้าปล่อยให้นอนอยู่อย่างนี้ก็คงไม่ดีสินะ  หาเรื่องให้ต้องปวดหัวอยู่เรื่อยเลยนะ  ยูยะ


"ยูยะ ตื่นได้แล้ว"


กระต่ายน้อยทำตาแป๋วมองยาบุเอานิ้วจิ้มๆอกคนที่นอนหลับปุ๋ย แต่สะกิดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น  จนเปลี่ยนใจจะเอาเท้าเขี่ยแทน  รับรองว่าหายง่วงแน่!!!!.....


"เฮ้ย!!!" ร้องเสียงหลงเพราะถูกดึงจนเกือบล้มลงไปทับเจ้าขนฟูที่ยังนอนแปะอยู่บนอกกว้างของอีกฝ่าย ต้องยันศอกไว้กับพื้นดิน  แต่ตอนนี้อยากจะเอาศอกยันหน้าไอ้คนแกล้งหลับแทนแล้วสิ


"นึกว่าจะไม่ปลุกซะแล้วนะ"


ยาบุไม่ตอบยันตัวขึ้นสุดแรง แต่อีกคนก็ไวกว่า กอดหมับเข้าที่เอวบาง อีกมือสอดเข้าในเรือนผม ออกแรงกดให้ใบหน้านั้นโน้มลงมาจนกระทั่งริมฝีปากประกบกันแนบสนิท


"อื้อ~"


ยิ่งดิ้นแรงกอดยิ่งรัดแน่น ยาบุห่วงแต่เจ้าตัวน้อยจะถูกทับแบน ลืมตัวปล่อยให้ริมฝีปากถูกครอบครอง สุดท้ายยอมเอียงใบหน้าขยับริมฝีปากตามอารมณ์ของอีกฝ่ายไปง่ายดาย


กระต่ายน้อยรู้งาน กระโดดตุบลงบนพื้นหญ้า ให้สองร่างได้แนบชิดสนิทกันมากกว่าเดิม


เนิ่นนานกว่าริมฝีปากจะเป็นอิสระ  ยาบุแนบแก้มลงกับอกอุ่นๆแทนที่จะมองหน้า เพราะรู้ว่ายูยะอยากมองสบตาคู่นี้ใจจะขาดไงล่ะ  เดี๋ยวก็รู้หมดสิ ว่าหายโกรธแล้ว


"เลิกงอนเถอะน่า ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งซักหน่อย  แค่อยากให้สนใจกันบ้าง"


"ที่ผ่านมาใส่ใจไม่พอหรือไง"


"ก็อยากให้ใส่ใจมากกว่าใครๆ"


เหตุผลไม่เข้าท่า  แต่ทำไมยาบุถึงเข้าใจนะ  จะว่าไปช่วงนี้ในหัวมีแต่งาน  งาน งาน  แล้วก็งาน เต็มไปหมดจริงๆ  แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ยูยะจะมาป่วนเขาเสียหน่อย


"ไม่อยากใส่ใจแล้วล่ะ  ปวดหัว"


"เอ๋!!!"


คนตัวบางฉวยโอกาสที่อีกคนตกใจลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ก้มลงอุ้มกระต่ายน้อยไว้ในอ้อมแขน


"เลี้ยงกระต่ายยังจะง่ายกว่าอีก" ไม่พูดเปล่าแนบแก้มลงบนขนนุ่มๆของเจ้ากระต่ายน้อย พร้อมๆกับส่งยิ้มหวานให้ยูยะ


"ถ้าพรุ่งนี้ยังมาทำงานสาย ฉันจะเอาเวลาที่ดูแลใสใจนายมาใช้กับกระต่ายตัวนี้แทน"


ยูยะฟังแล้วอยากจะบีบคอกระต่ายขึ้นมาอีกหน  อยากตะโกนดังๆว่ากอดกระต่ายน่ะมันไม่อุ่นเท่ากอดเขา  จูบกระต่ายก้ไม่หวานเท่าจูบกับเขาด้วย


แล้วแบบนี้ยังจะทิ้งกันได้อีกเร้ออออออออออออออออ.....................






++++++++ End +++++++++++++
 
 
 
  
  
 
 
  
  
 
 
Fiction

Title : The day we kissed Intro...

Writer : Nalikakeaw

Pairing : _ _ _ x _ _ _

Rate : ---?---











ที่นี่ที่ไหน?

ดวงตากลมมองเห็นทุกสิ่งด้านนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ถูกฉาบไล้ด้วยแสงสีส้มทอง ทั้งท้องฟ้ากว้างไร้เมฆบดบัง ตึกสูงเรียตัวเป็นแนวยาวราวกับภูเขา แม่น้ำสายใหญ่พลิ้วละลอกคลื่นเล่นล้อประกายระยับกัยแสงอาทิตย์ยามค่ำ ผ่านข้ามไหล่กว้างของใครบางคน คนที่มอบอ้อมกอดอุ่น โอบรัดแน่นไร้ทางหนี



คนที่เขาไม่รู้จัก!!!!



ริมฝีปากบางถูกบดเบียด มอบความหวาน แต่ช่วงชิงลมหายใจแทบหมดปอด มือแกร่งประคองศรีษะให้แหงนเงยรับรสจูบ ยาวนาน กระทั่งสองมือบางจิกแน่นลงบนแขนแกร่งด้วยความทรมาน ใบหน้าหล่อเหลาจึงยอมผละจาก แต่แค่เพียงชั่วครู่ ริมฝีปากบางก็ถูกครอบครองอีกครั้ง



ไม่!!!!



ทั้งที่ควรห้าม ทั้งที่ควรหาทางหยุดยั้ง แต่เรี่ยวแรงกลับไม่มีเหลือให้ทำได้ดั่งใจ จูบแสนหวานยิ่งนำพาสติเตลิดลอยไปไกลเกินรั้ง



จนเมื่ออีกฝ่ายยอมให้ริมฝีปากได้เป็นอิสระ กอบโกยอากาศได้เพียงครู่ สองแก้มก็เริ่มถูกรุกราน ทั้งจมูกโด่งและริมฝีปาก กดย้ำซุกซน ค้นหากลิ่นละมุนชวนหลงไหล เลื่อนไล้ลงตรงซอกคอขาว



"อย่า!!!"



เสียงร้องแผ่วพร่า ไม่นำพาให้อีกฝ่ายหยุดได้ สัมผัสอุ่นชื้นตรงต้นคอทำเอาร่างบางเข่าอ่อน ไร้เรี่ยวแรงจะยืนไหว ปล่อยให้อีกฝ่ายประคองไว้ในอ้อมแขน



ไม่ไหวแล้ว ใครก็ได้ช่วยหยุดที!!!!!



เสียงลมหายใจของร่างบางดังสะท้อนเข้าไปถึงในอก ร่างสูงจึงยอมละริมฝีปากจากต้นคอขาวอย่างแสนเสียดาย



ภายใต้แสงอาทิตย์ยามค่ำที่กำลังลับหาย ดวงตาคมมองร่างที่อ่อนปวกเปียกอยู่ในอ้อมแขน กอดกระชับแน่นก่อนโน้มใบหน้าลงชิดใกล้



เรือนผมสีอ่อนซอยสั้นรับกับใบหน้าอ่อนใส ดวงตาไหวระริก แก้มนวลแดงระเรื่อ ริมฝีปากฉ่ำน้ำหวาน กลิ่นกายหอมอ่อนชวนหลงไหล



แต่อ่อนไหวมากเกินไป ราวกับเสแสร้ง



"ถ้านี่เป็นวิธีการยั่วแบบใหม่ ก็ได้ผลดีเชียวล่ะ"



พูดอะไร ? ยั่วงั้นหรือ? เขาแค่มาทำงานเท่านั้น



"หรือว่านี่จะเป็นครั้งแรกจริงๆ"



ถ้อยคำร้ายเรียกสติให้คืนมาทีละน้อย ครั้งแรกอะไร? หมายความว่ายังไง?



"มิน่า ค่าตัวถึงได้แพงนัก-"



พลั่ก!!!!!



คนปากร้ายถูกหมัดเลยจนหน้าหงาย แต่แรงหมัดก็ทำได้เพียงแค่ทำให้ผละถอย เพราะเจ้าของหมัดไม่มีแรงแม้แต่จะยืน ต้องยึดประตูเอาไว้เป็นที่พึ่ง



"ผมไม่- ไม่ได้- "



ดวงตาใสเจิดจ้า ตัวสั่นระริกด้วยความโกรธ ร่างบางสูดลมหายใจช้า บังคับตัวเองไม่ให้เผลอคว้าแจกันประดับห้องฟาดหัวคนตรงหน้า



"ผมไม่เคยทำ ไม่-เคย-คิด ทำอะไรไร้ศักดิ์ศรีแบบนี้ ไม่มีวัน!!!!"



ร่างบางพาตัวเองพ้นจากห้อง ปิดท้ายด้วยเสียงปิดประตูดังสนั่นหวั่นไหว ทิ้งให้คนในห้องจมอยู่กับความคิดสับสนเพียงลำพัง



.......



.......



.......



.......





ร่างบางพาตัวเองเข้ามาสงบสติอารมณ์อยู่ในห้องน้ำ วันนี้มันเป็นวันอะไร มีแต่เรื่องซวยทั้งวัน ซวยเรื่องไหนไม่ว่า แต่ไอ้เรื่องล่าสุดที่เจอเนี่ย โคตรซวย!!!!!

มือบางวักน้ำสาดใส่หน้า หวังให้น้ำช่วยลบล้างร่องรอยทุกสัมผัส กระจกเงาบานใหญ่สะท้อนเงาใบหน้าพราวด้วยหยาดน้ำเล่นล้อกับแสงไฟสีนวล ผิวใสยังเป็นสีชมพูระเรื่อ ริมฝีปากเจ่อช้ำยังหลงเหลือความอบอุ่นจางๆ. . .

รสจูบจากคนๆนั้น...

สะบัดหน้าพรืดจนผมกระจาย แต่ภาพของใครคนนั้นยังเด่นชัดอยู่ในความคิด ทั้งรสสัมผัส ทั้งอ้อมแขน ไออุ่น ยังเหลือทิ้งไว้ให้หวั่นไหว



อ๊ากกกกกกกกกกก!!!!!!!



อยากเอาหัวไปจุ่มส้วมตายให้มันรู้แล้วรู้รอด ทั้งๆที่ถูกทำแบบนั้น แทนที่จะนึกรังเกียจ แต่หัวใจทรยศกลับเต้นโครมครามยิ่งกว่าตอนเจอสาวที่เป็นรักแรก



ไอ้บ้าเอ๊ยยยย!!!! ไอ้หื่น!!! ไอ้โรคจิต!!!



ได้แต่ตะโกนด่าอยู่ในใจ จะโวยวายก็กลัวคนรอบข้างจะหาว่าเป็นบ้า เดี๋ยวจะซวยซ้ำซ้อนโดนไล่ออกจากงาน



"นี่นายยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ" เพื่อนร่วมงานเดินออกมาทักทายด้วยความประหลาดใจ "หรือจะขยันเหมางานสามกะรวด"



ไดกิฝืนยิ้มแห้งๆใส่คนตัวสูงที่อยู่ในชุดพนักงานเต็มยศ ไม่แน่ใจว่าจะเล่าเรื่องที่เจอให้ฟังดีไหม แต่สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจว่าควรปิดปากเงียบจะดีกว่า เรื่องน่าอายแบบนี้



"ลืมของน่ะ แล้วทำไมนายมาอยู่ที่นี่ล่ะ"



เหมือนจะเป็นคำถามแปลกๆสำหรับคนที่เดินมาเจอกันในห้องน้ำ แต่สำหรับที่นี่ถือว่าไม่แปลก เพราะโรงแรมนี้มีกฏห้ามไม่ให้พนักงานใช้ห้องน้ำปะปนกับลูกค้า การที่มีพนักงานมาอยู่แถวๆนี้จึงไม่สมควรอย่างยิ่ง



"มาสายน่ะสิ กลัวเข้างานไม่ทันเลยต้องมาเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำเนี่ย"



คนฟังพยักหน้าหงึกหงักไม่ว่าอะไร เพราะตัวเองก็ทำอยู่บ่อยๆ



"รีบออกไปกันเถอะ เดี๋ยวตาแก่นั่นเดินมาเจอ"



เป็นที่รู้กันว่า"ตาแก่นั่น" หมายถึงผู้จัดการผู้เคร่งในกฏระเบียบเข้าขั้นบ้า ผิดนิดผิดหน่อยตั้งท่าจะไล่ออกสถานเดียว จะยกเว้นก็แต่คนที่หมั่นประจบเอาใจเลียแข้งเลียขา ซึ่งเขาทำไม่เป็น และไม่มีวันจะลดตัวลงไปทำแบบนั้นด้วย





.......



.......



......



......



กลับมาถึงบ้านเมื่อไหร่ไม่รู้ จำได้แค่ว่าเดินไปสถานีแบบมึนๆ ขึ้นรถแบบเบลอๆ ก่อนจะละเมอเดินมาถึงบ้าน



เฮ้ออออ...สงสัยจะโหมงานมากไปละมั้งเรา



"กลับมาแล้-"



ประโยคที่เหลือขาดหายไปทันทีเมื่อมองเห็นว่ามีใครอยู่ในห้องรับแขก ชายร่างสูงใหญ่สามคนเอนกายเหยียดเท้าอยู่บนโซฟาสีเทาตัวเก่า ที่เขารักหนักหนา ยกขาพาดกับโต๊ะไม้ที่วางไว้เข้าชุดกันอย่างไร้มารยาท



แขกไม่ได้รับเชิญ...



ร่างบางถอนหายใจเฮือก.....เกลียดคนพวกนี้เหลือเกิน ไม่อยากเอาชีวิตเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยถ้าเป็นไปได้ แต่ครั้งนั้นความจำเป็นมันมีมากกว่า



"ไดจัง.."



น้ำเสียงสั่นๆดังมาจากร่างเล็กแสนบอบบางที่มักจะถูกรังแกอยู่เสมอ หนนี้คงถูกบังคับจับให้นั่งตัก แล้วก่อนหน้าที่เขาจะมาถึงล่ะ...

ดวงตาใสแดงก่ำ แทบจะร้องไห้อยู่แล้ว ตอนนี้ยาบุกับยูโตะยังไม่กลับ ไอ้เปรตสามตัวนี่ช่างเลือกวันมาขอส่วนบุญได้ถูกนัก



"ปล่อยน้องผม"



พยายามบังคับน้ำเสียงตัวเองให้ราบเรียบที่สุด ทั้งๆที่ในใจอยากขย้ำคนพวกนี้ให้ตายคามือ ส่วนคนฟังก็หาได้สะท้านสะเทือนไม่ ยิ่งกอดร่างเล็กนั่นจนหายใจแทบไม่ออก เสียงหัวเราะของคนที่เหลือยิ่งเร่งให้ความโกรธพุ่งขึ้นจนถึงขีด



"บอกว่าให้ปล่อย!!!"



ไม่พูดเปล่าเดินเข้าไปดึงร่างเล็กออกมาด้วย แต่ก็สู้แรงไม่ไหวจึงยื้อกันไปมาอยู่อย่างนั้น



"ไม่เอาน่าคนสวย พวกเราก็แค่แวะมาทักทายเล็กน้อยๆ ใช่ไหมวะ"



ร่างบางรู้สึกถึงแรงโอบหนักๆที่ไหล่ แต่เขาไม่สนใจ เสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจของพวกนั้นก็เพียงทำให้เขาหูอื้อ แต่เหนือสิ่งอื่นใด รอยแต้มสีจัดที่อยู่บนต้นคอขาวของน้องเล็กต่างหากที่ ทำให้ความอดทนที่เหลือขาดผึง



ถ้าเป็นเขา เรื่องแค่นี้ก็พอจะทำทานให้หมาจรจัดข้างทางพวกนี้ได้

แต่กับยูริ....



"อ๊ากกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

เสียงใครบางคนดังอยู่ใกล้เสียจนหูแทบดับ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นก็แทบจะจำไม่ได้ รู้แต่เพียงว่ามือเท้ามันแกว่งซ้ายป่ายขวาไปสุดแรง หมายจะขยี้อีกฝ่ายให้แหลกคามือเท่านั้น

แล้วอยู่ๆเท้าทั้งสองข้างก็ลอยหวือขึ้นจากพื้น ก่อนทั้งตัวจะถูกเหวี่ยงไปปะทะกับกำแพงเข้าเต็มแรง ร่างบางรูดไถลลงไปกองกับพื้น เจ็บจนไม่อาจจะลุกยืนไหว ร่างกายหนักอึ้ง ความเจ็บร้าวจากลำคอแล่นไปทั่วร่าง ลมหายใจถดถอย แว่วเสียงกรีดร้องของใครบางคนดังมาจากที่ไกลๆ

ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลง.....



.....



......



......



....



"ไดจัง"



ยูริ?...

ที่นี่...?



รู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น เปลือกตาหนักอึ้ง จนไม่อาจเปิดรับภาพใดได้นอกจาก แสงสีนวลอ่อนจางสั่นพร่าชวนเวียนหัว



"โอ๊ย!!!!"



หลุดร้องลั่นยามที่ใครบางคนพยายามจะประคองตัวเขาให้ลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บปวดแล่นร้าวไปทั่วร่าง ราวกับถูกแทงด้วยเข็มนับร้อยนับพัน



"ให้นอนลงไปอย่างเดิมเถอะ"



เสียงใคร....?



ไม่ใช่ยาบุ... ไม่ใช่ยูโตะ..



ใคร....?



แล้วร่างบางก็ถูกประคองให้เอนลง ด้วยอ้อมแขนของใครบางคนที่ แข็งแรงกว่า...



ใคร..?



ร่างบางผลักไส ดิ้นรนออกจากอ้อมแขนที่ไม่คุ้นเคย ดิ้น...ทั้งๆที่เจ็บ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ เสียงของยูริที่ร้องห้าม ทั้งๆที่ได้ยิน แต่ก็ไม่รับรู้ ในความคิดอันพร่าเลือนนั้นเขารับรู้เพียงอย่างเดียวคือ เจ้าของอ้อมกอดนี้คือคนที่เขาไม่รู้จัก



ไม่!!!! ออกไป!!!!!!!



เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นหวนกลับเข้ามาในความทรงจำ



คนชั่วช้า! น่ารังเกียจ!



ร่างบางเหวี่ยงแขนออกไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัว รับรู้ได้ว่าฝ่ามือกระทบกับอะไรบางอย่าง แต่เขาไม่สนใจ เงื้อมือขึ้นอีกครั้ง...



"ไม่เป็นไรนะ ปลอดภัยแล้ว"



เสียงทุ้มห้าวกระซิบแผ่วอยู่ข้างใบหู แต่ร่างบางยังคงส่ายหน้าดื้อดึง ยิ่งดิ้นทั้งตัวยิ่งถูกรัดแน่น ความเจ็บปวดที่เลือนหายไปชั่วครู่เริ่มกลับมาแผลงฤทธิ์จนไม่อาจจะดิ้นรนได้อีกต่อไป



น้ำตาร่วงรินด้วยความเจ็บปวดและขัดเคืองใจสุดแสน เจ็บใจที่ถูกรังแก เจ็บปวดที่ปกป้องน้องไม่ได้



"อย่าร้อง"



เหมือนเป็นคำสั่ง แต่ในน้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความอ่อนโยน มือที่คอยเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้นุ่มนวล อ้อมแขนแกร่งคอยประคอง มอบไออุ่นแผ่ซ่านลึกเข้าไปในหัวใจ



"อื้อ-"



ครางเสียงแผ่วยามที่สัมผัสนุ่มร้อนประทับลงบนริมฝีปาก ท่ามกลางแสงสีนวลอันพร่าเลือน ร่างบางไม่รับรู้อะไรนอกจากรสสัมผัสอบอุ่นหอมหวานที่ได้รับ บดเบียดแนบย้ำซ้ำๆราวกับจะปลอบประโลมทุกความรู้สึก ไออุ่นโอบล้อมร่างกายแม้ไม่คุ้นเคย แต่ก็มอบรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย



"นอนซะ"



ร่างบอบบางเอนลงบนฟูกหนาอย่างว่าง่าย มือบางจับท่อนแขนแข็งแรงเอาไว้แน่น เมื่อสัมผัสได้ว่าไออุ่นเริ่มเลือนหายยิ่งไขว่คว้า ราวกับว่าไม่อาจอยู่ได้หากไม่มีอ้อมแขนนี้



อย่าไปนะ...อย่าไป



เสียงสะอื้นที่เพิ่งจางหายเริ่มสะท้อนขึ้นในอก กระทั่งสัมผัสนุ่มร้อนประทับลงที่ริมฝีปาก เคล้าคลออ่อนหวานราวกับจะให้คำมั่น



ว่าร่างบางจะได้หลับไหลอย่างปลอดภัยอยู่ในอ้อมแขนอบอุ่น ....ตลอดค่ำคืนอันยาวนานนี้



......



........



......



...

To be con...

Tags:

[Fiction] Once Upon a time...Intro











Title : Once Upon a time...Intro

Writer : Nalikakeaw

Rate : Not Sure

Pairing : .........






                  "กาลครั้งหนึ่ง นานแสนนานมาแล้ว ในดินแดนอันแสนไกล มีเมือง เมืองหนึ่ง ปกครองโดยพระราชาผู้มีคุณธรรม เคียงข้างด้วยราชินีผู้แสนใจดี และเจ้าหญิงผู้งดงามและอ่อนหวาน ประชาชนอาศัยอยู่ในเมืองด้วยความผาสุขตลอดมา จนกระทั่งวันหนึ่ง มีพ่อมดตนหนึ่งหลงไหลในความงามของเจ้าหญิง และอยากได้เจ้าหญิงไปเป็นภรรยา พระราชาได้ปฏิเสธ ทำให้พ่อมดโกรธมาก จึงใช้เวทย์มนต์เรียกปีศาจจากขุมนรก ออกมาทำร้ายชาวเมืองและสาปให้ชาวเมืองทุกคนกลายเป็นปีศาจ จนกว่าจะได้เจ้าหญิงมาเป็นภรรยา พระราชาเสียใจมาก และไม่ว่าจะแก้ไขอย่างไรก้ไม่อาจทำให้ชาวเมืองกลับเป็นมนุษย์ได้ดังเดิม สุดท้ายจึงต้องจำยอมยกเจ้าหญิงให้แก่พ่อมด แต่พ่อมดผู้เจ้าเลห์ร้ายกาจกลับไม่ยอมแก้คำสาปให้ชาวเมือง ซ้ำร้ายยังคิดนำตัวเจ้าหญิงไปที่ปราสาทของตน พระราชาเสียใจมากแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร และทันใดนั้นเอง ก็มีเจ้าชายผู้สูงศักดิ์และสง่างามได้เข้ามาช่วยเหลือเจ้าหญิงจากเงื้อมมือพ่อมดร้าย ทั้งสองคนต่อสู้กัน และเจ้าชายก็กำจัดพ่อมดร้ายได้ในที่สุด เมื่อพ่อมดตายคำสาปจึงหมดฤทธิ์ ชาวเมืองได้กลับเป็นมนุษย์ เจ้าหญิงกับเจ้าชายได้พบรักกัน ได้แต่งงานและปกครองเมืองต่อไปอย่างแสนสุข" 


                 เด็กน้อยกระพริบตาปริบๆ คิ้วขมวดมุ่นด้วยความสงสัย 


                 "จบแล้วเหรอฮะ?"


                 "จบแล้วจ๊ะ" 

 
                 "เห?~" 


                 ผู้เป็นแม่ยิ้มอ่อนโยนให้กับบรรดาเครื่องหมายคำถามที่อยู่บนใบหน้าของลูกน้อย เคยชินเสียแล้วเพราะทุกคืนก็เป็นเช่นนี้ หลังจากที่นิทานจบ จะมีคำถามมากมายพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากเล็กๆคู่นั้น และเธอก็ไม่เคยเบื่อที่จะตอบเลยสักครั้ง


                 "หม่าม๊า~" 


                 "ว่าไงจ๊ะ" 


                 "พ่อมดคืออะไรฮะ"


                 "คือคนที่ใช้เวทมนต์จ๊ะ"


                 "แล้วเวทย์มนต์คืออะไรฮะ" 


                 "คือพลังอย่างหนึ่งที่สามารถเสกอะไรก็ได้ตามที่ใจต้องการไงจ๊ะ" 


                 "จะหาพลังแบบนี้ได้จากไหนฮะ"


                 คนเป็นแม่ยิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้ผมลูกชายสุดรัก 


                 "อยากได้เวทย์มนต์เอาไว้แกล้งเพื่อนหรือไม่ก็เอาไว้เสกขนมอร่อยๆเอาไว้แอบกินตอนดึกๆละสิ เสียใจด้วยนะจ๊ะ พลังแบบนี้น่ะ ไม่มีจริงหรอก และพ่อมดก็มีอยู่แต่ในนิทานเท่านั้นแหละ" 


                 "เอ๋?~"


                 เด็กชายหน้าม่อยลงอย่างผิดหวัง แต่ก็ยังอดปากถามไม่ได้ 


                 "แล้วปีศาจก็ไม่มีจริงเหมือนกันเหรอฮะ" 


                 "ไม่มีจ๊ะ"


                 "ไม่มีจริงๆเหรอฮะ" 


                 "ไม่มีจ๊ะ นิทานน่ะเป็นเรื่องที่คนแต่งขึ้นเพื่อให้เด็กๆได้อ่านกันสนุกๆเท่านั้น ทั้งพ่อมดทั้งปีศาจน่ะไม่มีอยู่จริงหรอ-" 


                 ชะงักไปชั่วครู่เพราะรู้สึกเหมือนว่าเห็นเงาดำวูบไหวอยู่ตรงหน้าต่าง แต่จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อห้องนี้อยู่บนชั้นที่สามสิบ ด้านนอกหน้าต่างมีเพียงท้องฟ้าสีหมึก ตัดด้วยความสว่างไสวของดวงไฟตึกตรงข้าม และป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ไม่ได้มีระเบียงที่จะให้ใครมาเดินผ่านได้ด้วยสิ


                 พรึ่บ!


                 ผ้าม่านไหวแต่ไร้ลมพัด อากาศเย็นยะเยือกขึ้นกะทันหัน แว่วเสียงหัวเราะของใครบางคนสะท้อนมาจากที่ไกลๆ แต่ในความรู้สึกกลับสัมผัสได้ว่าใคร..หรืออะไรบางอย่าง อยู่ใกล้ๆ... 


                 ใกล้เสียจนเกิดความหวาดหวั่น เหมือนถูกใครสักคนจ้องมองทั้งๆที่ในห้องก็มีกันอยู่เพียงสองคนแม่ลูก 


                 "หม่าม๊า~"


                 ไม่ได้มีเพียงแต่เธอ แม้แต่ลูกน้อยก็สัมผัสได้เช่นกัน 


                  หญิงสาวสูดหายใจลึก แล้วค่อยเดินไปรูดปิดม่าน หวังให้ผ้าม่านช่วยปิดกั้นบางสิ่ง..หรือบางคน ที่ทำให้เกิดความหวาดหวั่นต่อหัวใจดวงน้อยนี้ได้ ก่อนจะหันกลับมายิ้มอ่อนโยนให้กับเด็กชายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 



                    "วันนี้...นอนกับหม่าม๊าก็แล้วกันนะลูก"









........................................

..........................

...................

....... 








                 มนุษย์เอ๋ย...ในเมื่อเจ้าปฏิเสธว่าเผ่าพันธุ์ของข้าไม่มีจริงในโลกใบนี้ แล้วเหตุใดเจ้าจึงหวาดกลัวเล่า


                 ในราตรีที่เต็มไปด้วยแสงสีของเมืองใหญ่ที่ไม่เคยหลับไหล มีร่างหนึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด จ้องมองร่างหญิงสาวที่หายลับไปหลังผ้าม่าน ก่อนที่ไฟในห้องจะมืดลง 


                 ริมฝีปากบางผุดรอยยิ้มเย้ยหยัน


                 มนุษย์เอ๋ย..เจ้าคิดหรือว่าเพียงผ้าม่านจะป้องกันไม่ให้ข้าเข้าไปในห้องนั้นได้ เพียงผ้าม่านจะป้องกันอำนาจใดๆของข้าได้งั้นหรือ 


                 หรือเจ้าใช้ผ้าม่านเพื่อปิดกั้นใจจากสิ่งที่เจ้าไม่อยากรับรู้กันแน่..? 


                 ช่างโง่เขลานัก...


                 ถ้าหากมนุษย์จะเปิดตาเปิดใจเสียบ้าง คงจะได้รู้ว่าในเมืองนี้ มีผู้อาศัยที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่มากมาย เพราะอะไรน่ะหรือ ... ก็เพราะว่าเมืองใหญ่เช่นนี้เต็มไปด้วยมนุษย์ผู้สิ้นหวัง ที่พร้อมจะเป็นเหยื่อให้กับปีศาจอยู่มากมายนัก 


                 มนุษย์เอ๋ย..เจ้าคงไม่รู้หรอก ว่าในอาหารที่พวกเจ้ากินนั้น มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความเคียดแค้นของสรรพสัตว์ที่เจ้าฆ่า ในละอองอากาศที่พวกเจ้าหายใจ มันช่างเต็มไปด้วยความทุกข์ ความเศร้า ความหวาดกลัว ของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเจ้าเอง 



                 เจ้าจะรับรู้ได้หรือไม่...


                 ดังเช่นที่ข้าสัมผัสได้ในเวลานี้... 


                 ดวงตาคมเขม้นมองไปในทิศทางตรงกันข้าม จ้องมองหาเหยื่อดังเช่นเหยี่ยวในราตรี ที่นั่น...อาคารสูงสิบชั้นสีขาวสะอาดตา สว่างไสวด้วยแสงไฟที่เหมือนจะไม่มีวันดับ ผู้คนในชุดขาวเดินกันขวักไขว่ แต่กลับห้อมล้อมด้วยบรรยากาศอึมครึมดุจดั่งเมฆสีเทา เสียงร้องไห้ระงมระคนกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือ กลิ่นคาวเลือด ความสูญเสียและความอาลัย







........................................

..........................

...................

....... 







                 ทำไมโลกนี้ถึงได้โหดร้ายนัก..? หล่อนทำผิดอะไรหรือ..ถึงได้เกิดมามีชีวิตที่ขาดวิ่นเหมือนผ้าขี้ริ้วเช่นนี้ เป็นเด็กกำพร้า ยากจน ผู้คนรังเกียจไม่เว้นแม้กระทั่งคนรัก ผู้ชายที่หวังจะฝากชีวิตนี้ไว้ แต่เขากลับไม่ต้องการมันเพียงเพราะเธอถูกผู้ชายเลวๆข่มขืน แม้คนผิดจะได้รับโทษ..แต่สิ่งที่หล่อนสูญเสียนั้นไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้ 



                 เจ็บปวดเหลือเกิน... เจ็บจนไม่อยากจะรับรู้สิ่งใดอีกแล้ว


                 หลับไปตลอดกาลเลย...จะดีไหมนะ.... 


                  มือบางเอื้อมไปใต้หมอน หยิบขวดสีขาวที่ซ่อนเอาไว้ออกมา วันนี้ดูทุกคนจะมีเรื่องวุ่นวาย คงไม่มีหมอหรือพยาบาลคนไหนมาขัดขวางได้อีกแล้วละมั้ง 



                  ค่อยๆหมุนเปิดฝาออกอย่างใจเย็นก่อนจะเอียงขวดให้เม็ดยาไหลออกมาเต็มกำมือ


                 ถ้ากินหมดนี่...คงไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้วล่ะ


                 "กินหมดนั่น ทรมานนะ" 


                 สายลมพัดเย็นยะเยือก หนาวไปถึงขั้วหัวใจ แต่ก็ไม่เท่าสายตาเย็นชาของใครคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามานั่งอยู่ตรงหน้าต่างตั้งแต่เมื่อไหร่ ในความมืดที่มีเพียงแสงสลัวจากภายนอกทำให้มองให้เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในเงาได้ไม่ถนัด แต่ก็พอเดาจากรูปร่างได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่ม ในชุดเสื้อผ้าสีดำทั้งตัวจรดเท้า 


                 แต่ในยามนี้หล่อนไม่มีกะใจจะอยากรู้เรื่องใครที่ไหนทั้งนั้น จะใครก็ช่าง


                 "อย่ามาห้ามเลย ไม่มีประโยชน์" 


                 "ก็ไม่ได้คิดจะห้ามหรอก" 


                 ทำเอาคนที่กำลังจะกรอกยาใส่ปากชะงักงัน ถ้าไม่ได้มาห้าม งั้นมาอยู่ตรงนี้เพื่ออะไรกัน?


                 "มาช่วยไม่ให้ทรมานไงล่ะ รู้ไม่ใช่เหรอว่าจะเป็นยังไง ถ้ากินยาเข้าไปทั้งหมดนั่น"


                  มือบางกำเม็ดยาในมือแน่นจนข้อนิ้วเริ่มขาวซีด 


                  รู้สิ!..รู้ดีด้วย ทั้งที่เลือกแล้วแท้ๆว่าวิธีนี้เจ็บปวดน้อยที่สุด แต่ก็ไม่เคยได้ตายสมใจ กี่ครั้งที่กล้ำกลืนเม็ดยาขมนับสิบนับร้อย กี่ครั้งที่ได้สัมผัสถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต แต่กลับต้องล้างท้อง และตื่นขึ้นมาพบกับความจริงอันแสนโหดร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า 


                  "ไม่ทรมาน... ทำได้เหรอ?"


                   สุดท้ายแล้วก็ยังอยากจะตายอยู่ดี...เพราะมันคงจะเจ็บปวดน้อยกว่าต้องมีชีวิตอยู่ 


                   "มาสิ"


                  ไม่มีอะไรต้องคิด ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัย ไม่มีคนให้อาลัย โลกนี้จึงไม่เหลืออะไร..ให้อาวรณ์ 


                 ยื่นมือข้างที่ว่างเปล่าออกไปจับมือที่ยื่นมาหา ยึดไว้แน่นราวกับว่ามือนี้จะช่วยชีวิต...ทั้งๆที่กำลังจะทิ้งชีวิตนี้ไปแท้ๆ 

                 ทันทีที่ได้สัมผัส มือนั้นเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง ไร้สัญญาณใดๆที่บ่งบอกว่าเป็นมนุษย์ ใบหน้าเฉยชานั้นดูราวกับหินสลัก แต่งดงามนัก ผิวสีซีดเหมือนหินอ่อน ดวงตากลมโตสีเดียวกับท้องฟ้ายามราตรี จมูกโด่งรับกับริมฝีปากได้รูป 


                 และริมฝีปากนั้นเองที่กดประทับลงมา ... คลอเคลียอยู่เนิ่นนานก่อนใบหน้านั้นจะเลื่อนลงไปที่ต้นคอ


                  ร่างผอมบางสะดุ้งยามที่ฟันคมกดลงบนลำคอขาว ทว่าความเจ็บแปลบนั้นนั้นมีเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปพร้อมๆกับที่ความเหน็บหนาวแทรกซึมเข้าสู่กาย 


                  หนาว.... 


                 เม็ดยาในกำมือร่วงลงกระจายลงเกลื่อนพื้น ความหนาวเย็นวิ่งจากปลายมือปลายเท้ากระจายไปทั่วร่าง จนกระทั่งไร้ความรู้สึก


                 ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังหายใจอยู่ไหม.... 


                 ....ความตาย....เป็นแบบนี้เองสินะ... 


                 แม้ความมืดจะเริ่มช่วงชิงการมองเห็น แต่ยังรับรู้ได้ว่าทั้งร่างถูกประคองลงนอนบนเตียง รอเวลาให้ลมหายใจสุดท้ายหมดลง


                 "อีกไม่กี่วินาทีหรอก" 

       
                 เด็กหนุ่มในชุดดำบอก และหล่อนยิ้ม ....ยิ้มแม้ว่าร่างกายทุกส่วนไม่อาจจะเคลื่อนไหวได้อีกแล้ว ดวงตาจ้องมองนิ่งอยู่ที่ใบหน้าหล่อเหลาของยมฑูตที่มอบความตายให้ ราวกับจะจดจำเอาไว้เป็นภาพสุดท้าย 


                 ...ทุกอย่างจบลงแล้ว.....









........................................

..........................

...................

....... 





                 พรึ่บ!!!!! 


                 "เฮ้ย!!!!"


                 ดวงตากลมกระพริบถี่เหมือนไม่แน่ใจ เมื่อกี๊เหมือนจะเห็นอะไรบินผ่านหน้าต่างแว้บๆ 


                 มือเรียวเอื้อมไปเปิดหน้าต่าง พยายามมองไปรอบๆ 


                "ก็ไม่มีอะไรนี่นา" แต่เมื่อกี๊น่ะ เห็นจริงๆนะ นกสีดำตัวเบ้อเริ่ม


                เสียงเปิดประตูดึงความสนใจให้หันไปมองด้านหลัง ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้ง ผู้มีใบหน้าอ่อนโยน สวยหวานราวกับผู้หญิง 


                พี่ชายของเขาเอง.. 


                "ยังไม่นอนหรือยูมะ"


                 ทั้งที่ถามอย่างนั้น แต่กลับถอดเสื้อกาวน์โยนๆทิ้งแบบไม่ใส่ใจ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาวลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน 


                 "ยังไม่ง่วงนี่ วันนี้คนไข้เยอะเหรอฮะ" 


                 "ผ่าตัดด่วนน่ะ มีอุบัติเหตุ แถมคนไข้ที่ชั้นหกก็ดันมาฆ่าตัวตายอีก"


                  คิ้วเรียวขมวดหากันจนเป็นปม ดูไปก็คล้ายๆกับปมบนคิ้วของคนฟังซะด้วย


                 "พี่สาวคนที่มีแผลบนมือเยอะๆเหรอฮะ" 


                 "อื้ม นั่นแหละ พยายามมาหลายครั้งแล้วนี่นะ วันนี้ทุกคนมัวแต่วุ่นกัน ก็เลย..." 


                 คนพูดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่


                 "น่าเสียดาย ทั้งๆที่น่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้แล้วแท้ๆ" 


                  ยูมะนั่งฟังพี่ชายพูดต่อไปเงียบๆ เขาเองก็ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าตัวตาย แต่ในส่วนลึกของหัวใจ เขาเข้าใจว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เพราะการมีชีวิตบางครั้งมันก็ทุกข์ทรมานแสนสาหัส  และบางทีเขาเองก็นึกอยากจะทิ้งชีวิตนี้ไปเหมือนกัน....





To be con>>>

Tags:

[SF] Stalker...

 

 

 

 

 


Title --- Stalker...

 


Author --- Nalikakeaw


Parings --- Okaryu

 

 

 

 


 

 

ท่ามกลางความสว่างของหลอดไฟเพียงไม่กี่ดวงบนทางเดิน ร่างเพรียวก้าวเท้าอย่างรีบเร่งผ่านห้องซ้อมเต้นที่บัดนี้มืดสนิท เข้าสู่ตัวลิฟท์ที่เปิดรอเอาไว้ตั้งแต่เมื่อห้านาทีก่อน กดปุ่มชั้น และเมื่อลิฟท์เคลื่อนตัวลงสู่ชั้นหนึ่งและเปิดออกอีกครั้ง

 

ก็พบแต่ความว่างเปล่า

 

ทุกคนหายไปไหนกันหมด?

 

หรือว่าจะกลับกันไปหมดแล้ว...?

 

"โธ่เอ๊ยยยย!!!!!  รอกันหน่อยก็ไม่ได้" แค่กลับไปเอาเกมที่ลืมไว้แค่นี้ กลับมาอีกทีทุกคนก็หนีไปหมด

 แล้วยังไงละนี่   ในที่สุดก็ต้องเดินไปสถานีคนเดียวจนได้

 

ใจดำจริงๆ....

  

หลังจากที่หัวเสียบ่นเหล่าสมาชิกร่วมวง ( ซึ่งคงไม่มีใครได้ยิน ) แล้ว เด็กหนุ่มก็ต้องจำใจเดินไปยังสถานีคนเดียวอย่างช่วยไม่ได้

 

ก็ใช่ว่าจะไม่เคยหรอกนะ

แต่วันนี้   ครั้งนี้   เขาไม่อยากเดินคนเดียวเลยจริงๆ...

 

.................

 

.........

 

.....

 

เด็กหนุ่มก้าวผ่านประตูอัตโนมัติ ก่อนจะเดินตรงไปยังที่นั่งตรงมุมริมสุดของขบวน เหตุผลหนึ่งก็เพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตา  เพราะทุกวันนี้ก็มีคนรู้จักมากมายพอควร

 

แต่เหตุผลสำหรับวันนี้ ...

เขาอยากดูให้แน่ใจจริงๆ  ว่าตัวเองไม่ได้ตกเป็นเป้าสายตาของใคร

ด้วยเหตุผลที่มากเกินไปกว่าเดิม

 

เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะความคิด มือบางคว้ามากดตัดสายทันที นึกโมโหคนชอบเจ้ากี้เจ้าการที่อยู่ปลายสายขึ้นมาทันควัน

ก็รู้อยู่หรอกว่าห่วง เขาเองก็รู้สึกดีที่ได้รับความรักมากมายอย่างนี้  ติดที่มันมากเกินไปจนเขากลายเป็นคุณหนูตัวน้อย ขยับไปไหนแต่ละทีต้องคอยตามทุกฝีก้าว  ทั้งที่ในความเป็นจริงเขาเป็นพี่ชายคนโตของบ้านต่างหาก

ถ้าเจ้าน้องเล็กรู้เข้า คงถูกล้อไปเป็นเดือนๆ

 

แชะ!!!!!

เสียงชัตเตอร์ที่ดังแว่วมาทำให้ร่างบางถอนสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์มองไปรอบๆ แต่ไม่พบอะไรผิดแปลก ซึ่งเขาคงจะรู้สึกดีกว่านี้ถ้าหากเขาได้เห็นว่าใครซักคนกำลังเก็บกล้องหรือแสดงท่าทีมีพิรุธน่าสงสัย ต่อให้เป็นปาปารัซซี่จริง เด็กหนุ่มก็ยินดีจะยืนนิ่งๆเป็นแบบให้ ไม่ใช่เงยหน้าแล้วมองเห็นแต่ความเมินเฉยของผู้โดยสารร่วมขบวนอย่างนี้

 

แล้วนี่..?...

ทำไมเขาถึงต้องมาคิดมากเรื่องที่ไม่มีใครมองด้วยเล่า

ติดนิสัยน่าสมเพชแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ 

ไร้สาระชะมัด

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มือบางคว้ามาเปลี่ยนเป็นระบบสั่นก่อนจะโยนโทรศัพท์ลงไปอยู่กับหนังสือ เกม

ในเป้ใบโปรดอย่างไม่ไยดี

 

ถึงบ้านค่อยโทรบอกก็แล้วกันน่า

 

.................

 

.........

 

.....

 

ร่างเพรียวดูอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยตอนที่เดินออกมาจากสถานี  แต่พอนึกถึงหน้าคนที่คอยโทรหาแล้วก็รู้สึกผิดขึ้นมาหน่อยๆ

ป่านนี้จะกระวนกระวายเป็นห่วงเราอยู่มั๊ยนะ?

 

คิดพลางก้าวไปตามหนทางที่คุ้นเคย

โทรศัพท์ในกระเป๋าส่งเสียงครืดคราดไม่ยอมหยุด และดูท่าว่าปลายสายคงจะไม่ยอมหยุดจนกว่าเขาจะยอมคุยด้วยแน่ๆ

เฮ้อ...ไม่แกล้งแล้วก็ได้  เดี๋ยวจะหัวใจวายตายซะก่อน

แต่ไม่ทันจะได้เอื้อมมือไปถึงโทรศัพท์  หัวใจดวงน้อยก็ต้องมีอันเต้นผิดจังหวะ

 

เพียงแว่วเสียงฝีเท้าตามหลัง  ร่างเพรียวก็เริ่มทำอะไรไม่ถูก

ไม่ผิดแน่!  เสียงฝีเท้าเดินเป็นจังหวะสบายๆ แต่กลับหยุด...ทุกครั้งที่เขาหยุด  และเริ่มก้าวยามที่เขาออกเดิน

นัยน์ตากลมใสเริ่มฉายแววหวาดหวั่น หากยังก้าวเดินต่อเหมือนไม่รับรู้สิ่งใด แต่ยิ่งเดินเพื่อนร่วมทางยิ่งน้อยลง เสียงฝีเท้าด้านหลังยิ่งดังชัดเจนขึ้น

 

และเมื่อโทรศัพท์ส่งเสียงขึ้นมาอีกหน  มือบางจึงคว้ามารับสายอย่างไม่รีรอ

"นี่ นายอยู่ไหนน่ะ!"

หากเป็นก่อนหน้านี้  คนที่อยู่ปลายสายคงถูกเขาตอกกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดชวนทะเลาะเป็นแน่แท้

แต่ยามนี้หัวใจกลับเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึก เพียงแค่ได้ยินเสียงใครคนนั้น

"ฉัน-"

จู่ๆโทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดับวูบ พาหัวใจวูบหาย

ขัดใจจนแทบอยากจะร้องไห้ อยากปาโทรศัพท์ในมือทิ้งเดี๋ยวนั้นถ้าไม่ติดที่ว่าซื้อมาแพงละก็....

 

เสียงฝีเท้าจากด้านหลังดังชัดเจนขึ้น จังหวะก้าวเร็วขึ้น   ราวกับจะเร่งก้าวให้ทันกัน ร่างเพรียวจึงรีบจ้ำทิ้งระยะห่าง ทางข้างหน้าและซ้ายมือเป็นถนนหากข้ามไป อาจจะสลัดได้พ้น แต่อีกฝั่งนั้นช่างไร้ผู้คนเสียเหลือเกิน พอๆกับสวนสาธารณะที่อยู่ด้านขวามือ ถ้าเดินเข้าไปอาจจะหลบพ้น

แต่ถ้าไม่พ้นล่ะ?

...จะเกิดอะไรขึ้น.....

 

หัวใจเต้นถี่ระรัวดังจนกลบเสียงฝีเท้าเบื้องหลัง ริมฝีปากบางเม้มแน่นเข้าหากัน 

ไม่!!

ถ้าหนี ก็ต้องกลัวแบบนี้ตลอดไปน่ะสิ

ยังไม่รู้ซักหน่อยว่าที่ตามมาตลอดทางนั่นเป็นแค่แฟนคลับ หรือว่าพวกโรคจิต

คิดแล้วก็อดหัวเราะตัวเองไม่ได้  ติดนิสัยกระต่ายตื่นตูมมาจากใครกันนะ แค่เผลอพูดไปว่าสองสามวันนี้รู้สึกเหมือนมีคนเดินตาม ก็แทบจะอาสาไปรับไปส่ง ทั้งที่บ้านไม่ได้อยู่ใกล้กันเลยซักนิด

 

ความคิดหยุดชะงักอีกหนเพราะเสียงฝีเท้า ร่างเพรียวสูดหายใจลึก เตรียมพร้อมจะเผชิญหน้ากับใครก็ตามที่ทำให้ชีวิตของเขาไม่ปกติสุขในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา

กระทั่งเสียงฝีเท้านั่นมาหยุดอยู่ข้างหลัง

 

ด้วยระยะที่ใกล้จนเกินไป หรือจะด้วยความกะทันหันจนทำให้อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวก็ตาม เมื่อหันกลับไป ร่างบางจึงได้เห็นชายร่างสูง ผอม  ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ถอยห่างไปอย่างตกใจ

ก่อนจะสะดุดขาตัวเองล้มลงไปกองอยู่บนพื้นฟุตบาท

 

พร้อมกับโลหะ เป็นประกายสีเงินวาววับ!!!

 

สิ่งที่เห็นมีเพียงเท่านั้น.....

 

เพราะหลังจากนั้น.....

 

ทั้งตัวก็ถูกโอบรัด กระชากจนลอยขึ้นจากพื้น ก่อนจะกระแทกลงกับพื้นแข็งๆ

 

แต่ไม่เจ็บแฮะ?

 

ในหูแว่วได้ยินประตูกระแทกปิด พร้อมๆกับเสียงเครื่องยนต์กระชากออกตัวอย่างรวดเร็ว ทิ้งชายแปลกหน้าและความกลัวไว้เบื้องหลัง  เพราะไออุ่นโอบล้อมร่างกายที่สัมผัสได้นั้น มันบ่งบอกให้รู้ชัด  ว่าเขาปลอดภัยแล้ว

 

ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเสี้ยวนาที  แต่ร่างเพรียวกลับต้องใช้เวลานานกว่านั้นถึงจะจับต้นชนปลายได้ถูก ว่าวินาทีก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

"เป็นอะไรรึเปล่า?"

 

เสียงใครหว่าคุ้นๆ..... อบอุ่น ฟังดูเป็นห่วงเป็นใยจัง

 

"ฉันเป็นห่วงแทบตาย"

 

พื้นที่เรานอนอยู่นี่ก็อุ่นด้วยแฮะ มีเสียงอะไรตุบๆ ดังอยู่ข้างหูด้วย

 

"นี่! นายฟังฉันอยู่รึเปล่า? เป็นอะไรไป?"

 

แล้วอะไรหนักๆรัดตัวเราอยู่ว๊า~ แต่ก็นะ รู้สึกดีจัง...

 

"ริวทาโร่!!!!"

 

ในที่สุดก็รู้ตัวได้สักทีว่าที่นอนทับอยู่นั่นไม่ใช่พื้น แต่เป็นแผงอกกว้าง อะไรหนักๆที่โอบอยู่บนหลังนั่นคือสองแขนแข็งแรง  สองอย่างที่ว่าก็คือคนๆเดียวกับเจ้าของน้ำเสียงทุ้มๆ คุ้นหู

คนที่เขานอนซบอยู่ทั้งตัวตอนนี้!!!!!

 

เฮ้ยยยยย!!!!!!!

 

ริวทาโร่กระเด้งตัวออกจากอ้อมแขนนั้นอย่างแรงจนเกือบหงายหลังตกจากเบาะลงไปกระแทกพื้นจริงๆ ดีที่ร่างสูงนั้นเร็วกว่าคว้าร่างเพรียวกลับมาสู่อ้อมแขนได้ทัน คราวนี้ร่างเพรียวแทบจะจมลงไปกับอกกว้าง สองแก้มใสเริ่มร้อนขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ

 

"ฉันทำให้นายตกใจสินะ...ขอโทษที"

 

มือใหญ่ลูบลงบนกลุ่มผมนิ่มเบาๆอย่างจะปลอบขวัญ 

 

"เปล่านี่! ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นซักหน่อย"

 

ปากแข็งทั้งๆที่ยังใจสั่นไม่หาย เมื่อนึกไปว่าถ้าหากว่าคนๆนี้มาไม่ทัน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

"แล้วทำไมตัวสั่นล่ะ"

 

"หายใจไม่ออก!"

 

เจ้าของอ้อมแขนนั้นก้มลงมองแล้วก็พบว่าจริงอย่างว่า  เพราะตอนนี้ใบหน้าใสแทบจมอยู่กับอก แต่เขาก็ไม่อยากจะปล่อยคนๆนี้ไปเลย จึงขยับร่างโอบยกคนตัวเล็กขึ้นมาอีกหน่อยให้ใบหน้าน่ารักวางอยู่บนไหล่กว้างของตัวเอง แบบนี้ก็กอดได้ไม่ต้องทำให้อีกฝ่ายต้องขาดใจไปซะก่อน

แต่หารู้ไม่ว่าทำอย่างนี้แล้วยิ่งทำให้ร่างเพรียวใจสั่นหวันไหว  เมื่อกี๊สูดกลิ่นไออกอุ่นเข้าไปเต็มปอด ตอนนี้กลิ่นโคโลญจ์ กลิ่นแชมพู เจลแต่งผม อะไรสารพัดก็กำลังตีกันให้วุ่น หายใจไม่ออกยิ่งกว่าเก่า

 

"ทำไมไม่ยอมรับโทรศัพท์ฉัน"

 

"ไม่รู้นี่ ปิดเสียงไว้"  จงใจปิดเสียงเลยด้วย

 

"แล้วเมื่อกี๊ตัดสายทำไม"

 

"แบตฯหมด"  ก็เพราะนายไม่ใช่รึไง ไม่รับสายก็กระหน่ำโทรมาอยู่ได้

 

คำถาม ถามมาแบบห้วนๆ คนฟังแล้วเริ่มกรุ่นอารมณ์โกรธขึ้นมาน้อยๆ เลยตอบแบบห้วนๆพอกัน 

 

"ทำไมไม่รอฉัน  บอกแล้วใช่ไหมว่าจะไปส่ง"

 

"ก็นายนั่นแหละ หายไปไหน ฉันลงมาก็ไม่เจอใครซักคนแล้ว" จริงๆแล้วจ้ำอ้าวหนีมาเลยแหละ  ก็ไม่ใช่เด็กแล้วนี่จะที่จะต้องมีใครคอยรับส่ง

 

คราวนี้คนถามต้องเป็นฝ่ายเงียบไปเอง ทำไมความผิดมันเข้าตัวทุกกระทงเลยวะ

 

"ฉันไปหาคุณพ่อมา ฉันก็ไม่ได้บอกนาย ขอโทษนะ"

 

ร่างเพรียวยิ้มกว้างอยู่กับบ่าหนา พยักหน้าหงึกหงักพอให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่ว่าอะไร  ก่อนจะซบหน้าลงกับไหล่กว้างอีกครั้งและก็อาจจะเพลินอยู่กันแบบนั้นไปอีกหลายชั่วโมง

 

"ถ้าเคลียร์กันจบแล้วก็นั่งกันดีๆเถอะนะเด็กๆ"

 

เสียงแหบห้าวไม่คุ้นหูทำเอาริวทาโร่ย่นคิ้วด้วยความสงสัย เลื่อนสายตาไปหาต้นเสียงที่นั่งอยู่ตรงเบาะด้านหลังแล้วก็พบว่า

 

โอคาโมโตะ  เคนอิจิ   นั่งอยู่ตรงนั้น!!!!!!

 

ครั้งนี้ริวทาโร่หงายหลังตกจากเบาะชั้นดีที่ชื่อเคย์โตะ ลงไปพับเพียบกับพื้นรถด้วยความตกใจถึงขนาด ก่อนจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาโค้งคำนับ

 

"โอ๊ย !!!!" แถมยังเอาหัวไปโขกกับเบาะรถอีกต่างหาก

 

ผู้สูงวัยกว่ามองเด็กน้อยที่ตอนนี้แปลงร่างกลายเป็นกาน้ำเดือดไปแล้วด้วยความอายสุดขีด เพราะในรถตู้คันนี้ ก็ใช่ว่าจะมีกันอยู่แค่นี้เมื่อไหร่ ถ้าไม่นับคนขับแล้วก็ยังมีผู้จัดการ กับทีมงานอยู่อีกสองสามคน ก่อนจะหันไปมองหน้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ตอนนี้ส่งสายตาขุ่นเคืองประหนึ่งว่าเขาเป็นคนทำให้ริวทาโร่เจ็บตัว

 

"จอดข้างหน้านี่ก็ได้ครับ"

 

ร่างสูงยื่นหน้าไปบอกคนขับที่ต้องทำตัวกระตุกเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้เกือบถูกลูกชายเจ้านายบีบคอด้วยเหตุที่ขับรถไม่ทันใจ  โดนใบสั่งแล้วใครจะรับผิดชอบ

 

"จะไปไหนกันล่ะ"

 

"ผมไปงานกับพ่อไม่ได้ งั้นเดี๋ยวผมไปหาอะไรกินแถวนี้รอดีกว่า  พ่อกลับมาแล้วค่อยไปส่งริวทาโร"

 

"งั้นก็ตามใจ"

 

เคย์โตะเลื่อนประตูปิดก่อนที่ร่างเพรียวจะได้ออกความเห็น คนเป็นพ่อมองดูลูกชายโอบเอวร่างเพรียวที่โค้งคำนับให้เขา พาเดินเข้าไปในร้านอาหารเจ้าประจำ ก่อนจะกลับมานั่งเอนหลังตามเดิม

 

"น่ารักดีนะครับ โมริโมโตะคุงคนนี้"

 

คนขับชื่นชมด้วยใจจริง  ก็แน่ล่ะสินะ  น่ารักแบบนี้เจ้าลูกชายตัวดีมันถึงได้หวงห่วงหนักหนา

 

ถ้าได้มาเป็นลูกชายอีกคน  ก็คงดี.....

 

 

 

++++ END ++++

  
 

Potato September  2010   Nakayama Yuma - Love Letter




          ผมว่าผมไม่เคยเขียนจดหมายอะไรนอกจากเขียนการ์ดอวยพรปีใหม่นะ  ไม่ใช่ว่าเกลียดการเขียนจดหมาย แต่ผมเขียนได้ไม่ค่อยดี คือ..มันไม่รู้จะเขียนอะไร  เวลามีงานที่ต้องเขียนจดหมาย  หลังจากที่มีปัญหากับมันอยู่ซักพักมันก็จะจบลงด้วยการเขียนอะไรง่ายๆลงไป 2-3 บรรทัด


          แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่รู้สึกขอบคุณนะ  ผมแค่เขียนจดหมายไม่เก่งจริงๆ ได้โปรดเข้าใจด้วยนะครับ ( หัวเราะ )  ผมประทับใจมากที่สุดก็คือได้รับจดหมายจากแฟนๆ ตอนที่ได้รับจดหมายมาผมรู้สึกเขินๆ แต่ก็มีความสุขมาก  จดหมายของแฟนๆทำให้ผมประหลาดใจอยู่เรื่อยแหละน๊า~    แล้วผมก็ได้รับจดหมายจากคุณครูสมัยประถมด้วย  ปรากฏว่าเธอส่งจดหมายให้ทุกคนในชั้นเลย  สำหรับของผมเธอเขียนมาว่า  "พยายามเรียนให้หนักขึ้นนะ"  ( หัวเราะ )



LOVE LETTER



ถึง  คุณภรรยาในอนาคตของผม



ผม  นากายามา ยูมะ  อายุสิบหกปี

นากายามา  ยูมะ  คนที่อยู่ข้างๆคุณอายุเท่าไหร่ครับ

ผมตั้งใจไว้ว่าจะแต่งงานตอนอายุ 20 ปี

แล้วผมได้ทำตามที่ตั้งใจไว้รึเปล่า



แล้วคุณอายุเท่าไหร่ครับ



เรามีลูกด้วยกันกี่คน

ผมอยากใช้ชีวิตอย่างไร้ความกังวลในต่างจังหวัด 

มันได้เป็นจริงรึเปล่าครับ



ผมไปตกปลารึเปล่าครับ

ตัวผมน่ะ  รักการตกปลามากๆ

ถ้าหากว่าผมไม่ไปตกปลา  ได้โปรดลงโทษผมด้วย



ขอโทษนะที่ผมเอาแต่ถามคำถาม



แต่ผมคงจะดีใจถ้าหากว่าเราได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

ในอนาคตได้โปรดรักผมด้วยนะ

Englisg Translation  By  xmaimonx



Trans Okamoto Keito Duet 06 2010 [ Thai ]










Q : เรื่องล่าสุดที่สงสัยอยากรู้
A : ในโลกนี้มีแต่เรื่องน่าพิศวงเต็มไปหมด  โลกถูกสร้างขึ้นเมื่อไหร่  จักรวาลคืออะไร เมื่อเราตายจะมีอะไรเกิดขึ้น  สวรรค์กับนรกมีจริงรึเปล่า  พระเจ้าสร้างโลกขึ้นภายในเจ็ดวันจริงๆเหรอ  มันจะดีกว่ามั๊ยถ้าใช้เวลามากกว่านั้น ผมเป็นใคร  หลังจากนี้ไปอีกสิบปีผมจะเป็นยังไง ผมตั้งใจแน่วแน่ว่าจะค้นลึกลงไปในคำตอบที่ยังไม่มีใครได้ค้นพบ ผมจะคิดถึงเรื่องนี้ทุกทีที่มีเวลาว่าง หรือระว่างพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่โรงเรียน


Q : ประสบการณ์แบบแปลกๆ
A : บางทีความฝันของผมก็เป็นเรื่องจริงขึ้นมา อย่างสถานที่ที่ผมไปเจอกับเพื่อนโดยบังเอิญ แต่ผมก็ไม่คิดว่ามันแปลกนะ เพราะผมเป็นคนทึ่มๆ ผมดูเหมือนเป็นคนเฉยๆไม่รู้สึกรู้สานะ ไม่คิดงั้นเหรอ อย่างถ้าผมเห็นผีก็คงไม่กลัวเท่าไหร่ อาจจะแค่ "อ่า นี่เองผี" แล้วอีกเดี๋ยวก็จะลืม


Q : เวลาไหนที่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่าง
A : ปกติแล้วผมก็ต่างจากคนอื่นๆนะ เวลาที่ประชุมเรื่องคอนเสิร์ต  ผมเป็นคนเดียวที่มีความคิดเห็นต่างออกไป  แบบ 1 ต่อ 9 เลยล่ะ  แต่ว่ามันเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอที่จะแตกต่าง ผมชอบความแตกต่าง


Q : ใช้เวลาไปกับวันหยุดยังไงบ้าง
A : ถ้าผมมีวันหยุด ผมจะออกไปข้างนอก ผมไม่ชอบอยู่กับบ้านเฉยๆ วันก่อนผมไปคาราโอเกะ เล่นบิลเลียร์ด ไปกินฟาสท์ฟู๊ด ไปเดินซื้อของในห้าง เดินซื้อเสื้อผ้า ผมก็ใช้วันหยุดไม่แตกต่างจากนักเรียนมัธยมปลายคนอื่นๆนะ
 

Q : ทำไมผมของเคย์โตะถึงเซ็ทไว้เรียบร้อยตลอดเวลา ฉันไม่เคยเห็นทรงผมตอนตื่นนอนของนายเลยนะ นั่นน่ะมหัศจรรย์สุดๆ
A : ฟังดูแปลกๆนะที่ถามว่าทำไม เพราะมันก็เหมือนกับการล้างหน้าแปรงฟันที่ต้องทำเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว  อีกอย่างมันก็เป็นมารยาทนะที่จะต้องทำผมให้ดูดี




English Translation By : happy_chammy








ล้อมวงสนทนา


Q1 : รสชาติที่ชอบเวลาอยู่บ้าน


โฮคุโตะ : ครั้งนี้เป็นหัวข้อการทำอาหาร สนุกมากๆเลย

เคนจัง"ทำอาหารร่วมกับทุกคน" ก็เป็นอะไรที่สดใสน๊า~

ยูมะ : โอโคโนมิยากิของฉันอร่อยนะ ว่ามั๊ย

ยูโกะ : ใช่ๆ คราวนี้จะลองกลับไปทำเองที่บ้านดูบ้างล่ะ~

ฟูมะ : จริงเหรอ? ฉันว่าจะให้คุณแม่ทำให้

เคนจัง : คุณแม่ของนายทำอะไรอร่อยที่สุด?

ฟูมะ : ก็น่าจะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ แบบที่ไม่มีขนมปังนะ ซอสที่คุณแม่ทำน่ะอร่อยมากเลย

ยูมะ : ที่บ้านนากายามาน่ะนะ ข้าวไข่เจียว ( หรือข้าวห่อไข่ ) อร่อยที่สุด แต่ฉันไม่ชอบข้าวที่คลุกกับซอสมะเขือเทศนะ เพราะงั้นข้างในเลยเป็นข้าวขาว แล้วในไข่ก็มีทูน่า

ฟูมะ : ที่บ้านฉันน่ะ มีเมนูที่ภูมิใจคือ ซีฟู้ดหม้อร้อนใส่นมถั่วเหลือง อยากให้ทุกคนได้ลองกินกัน

โฮคุโตะ : ที่บ้าน อาหารที่คุณแม่ทำอร่อยทุกอย่างเลย แต่ที่อร่อยเป็นพิเศษคือหมูเปรี้ยวหวาน

เคนจัง :  ถ้าคุณแม่ของโฮคุโตะได้อน่าบทสัมภาษณ์นี้ละก็คงจะดีใจแน่ๆเลยน๊า~  ฉันชอบกินเนื้อสับกับลุกเกดห่อในแผ่นฟอยล์ แต่ไม่รู้ว่าเค้าทำยังไง

โฮคุโตะแปลกๆนะ

ฟูมะ : นึกไม่ออกเลยว่ารสชาตมันจะเป็นยังไง ไว้คราวหน้าไปกินด้วยกันช่วยทดสอบรสชาตกันหน่อยนะ ( หัวเราะ ) 





Q2 : ความประทับใจที่ได้กินอาหารร่วมกับทุกคนเป็นยังไง


ยูมะ : อาหารเย็นวันนี้ทุกคนอยากจะกินอะไรกัน

ฟูมะ : เยอะแยะ เห! นายหิวแล้วเหรอ ( หัวเราะ )

โฮคุโตะถ้าพาคนไปด้วยได้ฉันก็อยากจะไปร้านที่มีลิ้นวัวขาย

เคนจัง :  เข้าใจๆ ฉันก็เหมือนกัน ช่วงนี้รู้สึกว่าอยากกินเนื้อน่ะ

ยูมะ : เอ๋!!!  สำหรับฉัน ฉันอยากกินราเมน

เคนจัง :  เห!!! ทำไมเป็นราเมนล่ะ

ยูโกะ : อาหารร้อนๆน่ะดี โย่

เคนจัง : ดูเหมือนโคจิจะชอบอาหารร้อนๆมากเลยนะ ก่อนหน้านั้นฉันไปร้านเนื้อย่างมา พวกเราชอบอาหารปิ้งๆย่างๆ

ยูโกะ : สำหรับเมมเบอร์คนนี้ ยูมะคุงเป็นคนจัดการเรื่องเนื้อย่าง

ฟูมะ : แต่สำหรับฉัน คำแนะนำของยุมะน่ะ ธรรมดามากๆ

ยูมะ : เฮ้!! ฉันไม่ใช่คุณครูนะ  ฉันแค่อยากจะบอกว่า "ลิ้นวัวย่างน่ะมันไหม้"

โฮคุโตะ : เป็นคำพูดที่ฉลาดมากน๊า~

เคนจัง : อืมถ้างั้น จะมีใครไปกินเนื้อกันมั๊ยวันนี้

ฟูมะ : ฉันจะกินมากกว่าปกติสองเท่า  เพราะในบรรดาจูเนียร์ด้วยกัน ฉันกินเก่งที่สุด แต่แน่นอนล่ะเวลาเก็บตังจะส่งบิลให้จ่ายคนเดียว ( หัวเราะ )




Q3 : ชอบทำอาหารแบบไหน


โฮคุโตะ
: ผู้หญิงที่ทำกับข้าวเป็นนี่น่าประทับใจน๊า~

ยูมะ : คงจะดีถ้ามีคนทำให้แบบนั้นน่ะนะ  แต่ถึงตอนนั้นฉันก้ไม่กังวลกับมันหรอก

เคนจัง : ดีแน่ๆถ้ามีใครทำอาหารให้นะ ถ้ามีคนทำข้าวกล่องให้ฉันคงดีใจสุดๆ ความฝันของฉันคืออยากไปกินข้าวกล่องบนดาดฟ้าตอนช่วงพักเที่ยง

ฟูมะ :  เคนโตะ จินตนาการแบบไม่หยุดยั้งอีกแล้ว

ยูโกะตรงกันข้าม ฉันคิดว่าอยากทำอาหารให้คนอื่นกินนะ เพราะถ้ามีหัวข้อทำอาหารในครั้งหน้า ฉันอยากให้ทุกคนลองกินข้าวห่อไข่อร่อยๆ

ยูมะ : ฉันขอมีส่วนร่วมด้วยคน

เคนจัง : ฉันชอบกินแพนเค้ก เพราะงั้นก็อยากทำของหวาน

ยูมะเป็นผู้หญิงมาก

โฮคุโตะ : ฉันอยากทำอะไรก็ได้ที่มีส่วนผสมที่หาได้จากในตู้เย็นนั่นแหละ
 
ฟูมะ : มันไม่ยากไปเหรอ ฉันทำเป็นแค่ไข่เท่านั้นเอง

ยูมะ : งั้นหัวข้อคราวหน้าของฟูมะก้คืออาหารที่มันง่ายๆก็แล้วกัน




English Translation BY
happy-chammy