Title : Once Upon a time...Two
Writer : Nalikakeaw
Rate : Not Sure
Pairing : .........
งานแถลงข่าวเปิดกล้องละครถูกเลื่อนให้เร็ว
นิตยสารทุกฉบับที่มีรูปคู่ของทั้งสองคนขาย
"ที่จริง นายไม่ต้องยุ่งกับปาปารัสซี่พวกนี้ก็ได้ เรื่องแอบถ่ายแค่นี้พวกฉันชินกันแล้ว"
"ไม่ได้!! เดี๋ยวก็เป็นเรื่องอีก ไม่อยากตามมาแก้ข่าวทีหลัง โอ๊ยยย!!!! อยากจะแยกร่างอีกซักยี่สิบร่าง!!!!"
"ไม่ใช่เพราะอยากเจอใครหรอกเหรอ"
ยาบุหัวเราะหึๆที่ถูกรู้ทัน เงยหน้าจากกองเอกสารมองยูยะในชุดนักเรียนม
จะว่าไปก็เหมาะดี...
"ฉลาดอีกแล้วนะยูยะ ทำไมคนที่รู้ทันฉันถึงเป็นนายทุกที"
แต่ฮารุมะขมวดคิ้วใส่ยาบุ พูดแบบนี้หมายความว่าเขาไม่ฉลาดหรือยังไง
"ฉันแค่พูดว่ายูยะฉลาด ไม่ได้บอกว่านายโง่นี่หว่า เอ้านี่!"
ฮารุมะรับเอกสารจากมือยาบุมาดูกับยูยะ ในนั้นมีทั้งประวัติ รูปถ่าย ของคนคนหนึ่งที่ ทั้งฮารุมะและยูยะคุ้นหน้า แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน
"ยาโอโตเมะ ฮิคารุ คนที่ฉันเคยไปตามตื๊อให้มาเป็นนายแบบในสัง
"อ๋อ... แล้วก็โดนตอกกลับมาซะหน้าหงายน่ะเหรอ?"
"ทีเรื่องแบบนี้ล่ะฉลาดจำ"
ถึงฮารุมะไม่ย้ำ ยาบุก็จำเรื่องวันนั้นได้ดี นายยาโอโตเมะคนนั้น ปฎิเสธยาบุอย่างไร้เยื่อใย แล้วยังตอกกลับมาให้เจ็บใจด้วยว่า มีวิธีหาเงินได้เยอะกว่าการเป็นนักแสดงหรื
เพิ่งจะรู้ว่างานที่ว่าก็คือการเป็นปาปารั
"มิน่า ..ถึงบอกว่าหาเงินได้มากกว่า สงสัยว่าเงินที่ได้จากการขายภาพหลุด คงมากกว่าค่าตัวเราสองคนซะอีกละมั้ง คนนี้สินะตัวต้นเหตุ"
ยูยะยังไร้ความรู้สึกเหมือนเคย ยังพูดถึงคนที่ทำให้ชีวิตวุ่นวายแบบไม่แค้
"ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น ฉันมีวิธีจัดการ รับรองว่าจะทำให้หมอนั่นเลิกอาชีพนี้แบบถา
"แล้ววันนี้เราต้องแสดงละครอีกรึเปล่า"
ยาบุละเกลียดสีหน้าเฉยๆไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับ
"คงไม่ต้องหรอก ทำตัวเป็นปกตินั่นแหละ สวีทมากไปคนจะเบื่อเอา"
........................................
....................................
...............
...
งานแถลงข่าววันนี้มีนักข่าวมามากกว่าที่เค
"ไอ้ผัวเมียจอมขโมยซีนเอ๊ย"
ฮารุมะหันไปแยกเขี้ยวใส่ อิชิงุระ ฮิเดโอะ ที่เดินเข้ามาแทรกระหว่างทั้งสองคน วาดแขนโอบไหล่ทั้งฮารุมะและยูยะเอาไว้ และแน่นอน ฮารุมะเอื้อมไปดึงยูยะออกจากอ้อมแขนนั้นทั
"อยากมาเป็นแทนมั๊ยล่ะ ยิ้มจนเหงือกจะบานอยู่แล้ว"
"ถ้าได้ทาคาคิคุงมาอยู่ข้างๆฉันก็ยอมน
มิอุระ โชเฮ เข้ามากอดยูยะจากด้านหลัง ทั้งฮิเดโอะ และโชเฮ เป็นทั้งนักแสดงและนายแบบที่ฮารุมะและยูยะ
"ออกไปห่างๆเลยถ้าไม่อยากตาย"
"หวงไรนักหนาว๊า~ ทาคาคิคุงก็เป็นเพื่อนฉันนะเว้ย เฮ้ย!!"
โชเฮกระโดดหลบเท้าฮารุมะ พร้อมๆกับที่นักแสดงอีกสองคนเดินเข้ามาพอด
"อะไรวะ! แค่นี้ก็ไม่ได้ หวงชิบ-"
โชเฮหันไปพยักเพยิดกับอาคิโตะและจุนตะที่ย
"เลิกเล่นเถอะน่า"
เสียงปรามเบาๆจากคนที่ถูกดึงไปมาอยู่ตรงกล
"เพิ่งเคยอยู่ต่อหน้าสื่อมวลชนมากขนาดนี้เ
ดาราสาวรุ่นพี่คนหนึ่งเดินผ่านไปพร้อมกับเ
"สงสัยจะอิจฉาที่ทาคาคิคุงสวยกว่าละมั
ทุกคนฟังแล้วหัวเราะก๊าก เว้นแต่ดาราสาวคนนั้นที่หันกลับมามองจ้องเ
........................................
....................................
...............
...
ถึงเวลาสัมภาษณ์กลุ่มนักแสดงเด็กหนุ่มถูกจ
"อยากทราบว่าฮารุมะซังกับทาคาคิซังเป็นคนร
บรรยากาศในห้องสัมภาษณ์เงียบกริบ ทุกคนรวมทั้งนักแสดงที่นั่งอยู่ด้วยกันต่า
"เอ่อ คุณนักข่าวครับ คำถามนี้ไม่เกี่ยวกับละครนะครับ ผมว่า.."
"ไม่เห็นเป็นไรนี่ ถือว่าเป็นคำถามส่งท้าย ทุกคนในห้องก็อยากรู้เหมือนกันใช่มั๊ยล่ะ"
เจ้าตัวหันไปมองเพื่อนนักข่าวด้วยกัน และทุกคนก็พยักหน้ากลับมาด้วยองศาเดียวกัน พร้อมเพรียงกันเหมือนนัดกันมา
"ผมคิดว่าผมพูดไปหมดแล้วตอนให้สัมภาษณ์ครั
ฮารุมะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาหลังจากที่สะกดควา
"นั่นมันยังไม่พอ ฮารุมะคุงพูดอยู่ฝ่ายเดียวแฟนๆคงไม่เชื่อห
"อะไรทำให้คุณคิดว่าเราไม่ใช่คนรักกัน"
นักข่าวจอมตื๊อยิ้มออกมาอย่างมีชัย ที่สามารถทำให้ยูยะยอมเปิดปากได้ แล้วพล่ามต่อไปด้วยคำพูดที่เตรียมมาเป็นอย
"เพราะคุณดูไม่เหมือนคู่รักกันน่ะสิ ดูเหมือนคู่รักโปรโมททำให้ทุกคนสนใจละครมา
คำพูดหลังจากนั้นถูกกลืนหายเหลือเพียงเสีย
ยูยะนั่งกอดอก มือหนึ่งเท้าคางให้ปลายนิ้วแตะริมฝีปากที่
รอยยิ้มยั่วยวนที่น้อยคนนักจะได้เห็น รอยยิ้มยั่วยวนที่ทำให้อารมณ์และเลือดในกา
แม้ว่ายูยะจะเป็นฝ่ายยั่วก่อน ความโกรธของฮารุมะก็พุ่งตรงไปที่นักข่าวคน
หึ!! อ่อนชะมัด!! แค่สบตายูยะก็มีอาการถึงขนาดนี้แล้ว แต่ก็เอาเถอะ ไหนๆก็ถูกทำให้อับอายขนาดนี้แล้ว ฮารุมะจะช่วยสงเคราะห์ให้ซักครั้ง
"ยูยะ มากไป"
เสียงกระซิบที่กะให้ได้ยินเฉพาะยูยะ ดังจนได้ยินชัดเจนไปทั้งห้องเพราะลืมไปว่า
วินาทีนี้ไม่มีใครที่จะไม่เชื่ออีกแล้วว่า
แม้ว่ามัน....จะเป็นความจริงก็ตาม...
To Be Con....
Title : Once Upon a time...Two
Writer : Nalikakeaw
Rate : Not Sure
Pairing : .........
"ผมเลือกยูยะ"
ไม่น่าเชื่อ..แค่คำพูดธรรมดาๆเพียงประโยคเ
"ผมคงไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อี
จากนั้นนักข่าวทั้งหลายก็บันทึกได้เพียงภา
ภาพในจอโทรทัศน์ดับพรึ่บ! ฮารุมะโยนรีโมททิ้งไว้ที่โซฟาแล้วเดินกลับ
"จะไม่ตื่นขึ้นมาชื่นชมความสำเร็จของฉันหน
ตอนที่ยาบุบอกว่าทั้งสองคนจะต้องเปิดเผยคว
"ตอนแรกฉันก็อยากจะให้นายสองคนออกไปแก้ข่า
"แล้วมันจะช่วยอะไรได้ล่ะ? ฉันไม่คิดว่าแฟนๆจะยอมรับได้หรอกนะ"
"นายไม่รู้อะไร ยูยะ ความรักในโลกสมัยนี้น่ะ มันไม่ได้มีข้อกับหนดไว้ว่าต้องเป็นคู่หญิ
"แต่คนที่รับไม่ได้ก็มีไม่น้อยนะ"
"มันก็ต้องเสี่ยงกันหน่อย วัดกันระหว่างคนแก่หัวเก่ากับคนรุ่นใหม่ที
แค่มองตาฮารุมะก็ดูออกว่ายาบุอยากให้เขาทำ และความเชื่อมั่นในดวงตาคู่นั้นบ่งบอกให้ร
"แล้วฉันต้องทำยังไงล่ะ"
สิ่งที่ทั้งสองคนต้องทำก็คือการให้สัมภาษณ
"ฮารุแสดงละครเก่งกว่าฉัน เพราะงั้นเรื่องโกหกต่อหน้าคนเยอะๆก็น่าจะ
ยาบุทำสีหน้าไม่ถูก แปลไม่ออกว่าประโยคที่พูดนั้นยูยะชื่นชมหร
รสจูบร้อนรุ่มหอมหวาน ลิ้มลองมาเนิ่นนานหากมิรู้เบื่อ นับวันกลับยิ่งลุ่มหลง หวงแหน ราวสมบัติล้ำค่า ไม่อยากให้ใครมอง ไม่อยากให้หน้าไหนมาแตะต้อง เขาจึงเกลียดอาชีพนี้ แต่เขาไม่อาจห้ามยูยะไม่ให้ทำงานในวงการนี
จ้องมองร่างที่ยังหลับพลางยิ้มน้อยๆ ช่างน่าขำที่สิ่งที่ทุกคนคิด กับความเป็นจริงนั้นช่างห่างไกลกันยิ่งนัก ระหว่างเขากับยูยะ ผูกพันกันด้วยร่างกาย คำสาบานและสิ่งตอบแทน ไม่ใช่ความรักอย่างที่ใครๆเข้าใจ
มนุษย์นั้นโง่เขลานัก......
เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะความคิด ฮารุมะรีบคว้าจากโต๊ะหัวเตียงมากดรับก่อนท
"ทุกอย่างราบรื่นไม่มีปัญหา นายสองคนได้เล่นละครแน่ๆ ดูเหมือนพวกสปอนเซอร์ทั้งหลายจะกดดันไปทาง
"อาศัยข่าวสร้างกระแส ยิ่งเกาะกระแสสินค้าก็ยิ่งดัง ที่สุดแล้วบริษัทฯ ก็รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ ฉันชักสงสัยซะแล้วว่าไอ้ข่าวทั้งหมดที่ออก
"ถ้าเป็นฝีมือฉัน ฉันจะเอากล้องไปติดไว้ในห้องนอนพวกนาย คงจะได้ภาพดีๆคลิบเด็ดๆ ทำเงินได้ดีกว่านี้เยอะว่ะ ว่าแต่ยูยะอยู่ไหน?"
"หลับอยู่"
ยาบุถอนหายใจก่อนจะเตือนผ่านโทรศัพท์มา
"เพลาๆลงหน่อยเถอะวะ เดี๋ยวละครเปิดกล้องก็ต้องเร่งถ่ายทำให้ทั
"เข้าใจแล้ว"
เรื่องนั้นน่ะ รู้ดีอยู่แล้ว ต่อให้เขาต้องการมากแค่ไหน ยูยะก็ไม่อาจตอบสนองเขาได้อยู่ตลอดเวลา ความปรารถนาของเขาที่มีต่อยูยะนั้นไม่มีวั
แต่ร่างกายของมนุษย์ ก็ยังมีขีดจำกัดสินะ....
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
"เหนื่อย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
คนหนึ่งนอนแผ่บนเตียงคนไข้ คนหนึ่งทิ้งตัวลงบนโซฟาตรงข้ามกัน สองพี่น้องพร้อมใจประสานเสียงหลังจากหลบหน
คุณหมอยูยะแทบไม่เป็นอันทำงาน ถูกนักข่าวติดตามรุมล้อมแม้กระทั่งเวลาที่
ส่วนยูมะก็ถูกกองทัพนักข่าวตามติดเฝ้าอยู่
"ไม่น่าตามใจให้ไปเป็นนักแสดงแลยจริงๆ มีข่าวทีไรเดือดร้อนทุกที ดูสิ! นักข่าวเต็มโรงพยาบาลไปหมด รบกวนทั้งหมอทั้งคนไข้จนไม่เป็นอันทำอะไรแ
ยูมะทำหูทวนลมกับเสียงบ่นของพี่ชาย ครั้งก่อน ครั้งก่อนหน้า ครั้งนี้ หรือครั้งไหนๆก็บ่นแบบเดียวกันเป๊ะ แต่พี่ก็ไม่เห็นจะทำอะไรอีกนอกจากบ่น พอยูยะโทรมาถามคุรหมอก็จะบอกว่า ไม่เป็นไรสบายดี ไม่มีบ่นซักแอะ
ส่วนยูมะ ที่จริงแล้วก็ไม่ได้หัวเสียกับเรื่องนี้สั
วันนี้ยังไม่ได้ไปหาคุณตาที่ป่วยเป็นมะเร็
ร่างเล็กสมส่วนในชุดสีขาวผลักประตูเข้ามาใ
"คุณหมอ คุณตาฮายาเสะอาการไม่ค่อยดีค่ะ"
คุณหมอยูยะสาวเท้าออกจากห้องไปอย่างรวดเร็
ยูมะเองก็ตกใจไม่น้อย คุณตาฮายาเสะนั้นป่วยเป็นมะเร็งที่ตับระยะ
แต่จากวันนี้ไป ...ยูมะคงจะต้องเป็นฝ่ายรู้สึกเหงาแล้วสิน
........................................
....................................
...............
...
เวลาล่วงผ่านไปจนถึงเที่ยงคืน ยูมะถูกเรียกให้ไปที่ห้องผู้ป่วยของคุณตา
"ถึงเวลาที่ต้องบอกลาแล้วจ๊ะ"
บางครั้งยูมะก็สงสัย ว่าคนที่ทำอาชีพหมอและพยาบาลจะยิ้มแย้มใจด
ในห้องผู้ป่วย .... สว่างจ้าด้วยแสงไฟ วันนี้มีคนมาเยี่ยมคุณตาเยอะกว่าเคย บางคนยูมะไม่เคยเห็นหน้า แต่ยูมะก็สนิทสนมกับภรรยาและลูกๆของคุณตาพ
ลูกสาวของคุณตาเดินมาจับมือยูมะเอาไว้ เธอเป็นหญิงสาวอายุประมาณสามสิบต้นๆ รูปร่างเล็ก มีโครงหน้าเรียว ผิวขาว คล้ายกับคุณตา แต่งงานและมีลูกแล้ว เป็นพนักงานบริษัทเอกชน
"คุณตาอยากเจอยูมะคุงจ๊ะ"
เธอบอกและจูงมือเด็กหนุ่มไปที่เตียง ยูมะมองไปรอบห้อง ทุกคนในที่นั้นมีแต่รอยยิ้มมอบให้เขา แต่เป็นรอยยิ้มที่แฝงความหมองเศร้าเสียจนท
ร่างของคุณตาฮายะเสะตอนนี้ ไม่มีสายระโยงระยางตามตัวเหมือนเมื่อสองวั
"คุณตาจะไปแล้วเหรอครับ"
ร่างบนเตียงพยักหน้ารับช้าๆด้วยรอยยิ้ม ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งที่จะได้พบในอีกไม่กี่
"ถ้าเราได้เจอกันอีกคุณตาจะเล่าเรื่องการเ
คนป่วยตอบรับด้วยรอยยิ้มกว้าง แว่วเสียงสะอื้นดังขึ้นจากกลุ่มคนที่อยู่ร
"ถ้างั้น ขอให้โชคดีนะครับคุณตา"
เด็กหนุ่มก้าวถอยหลัง เปิดโอกาสให้คนอื่นๆได้บอกลากับชายชราเป็น
ทดแทนด้วยเสียงร่ำไห้ที่ดังขึ้น...ดังขึ้น
คุณตาฮายาเสะหมดลมหายใจท่ามกลางบุคคลที่คุ
คุณตามีความสุขแล้วสินะครับ....
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ยูมะเดินออกจากห้องมาด้วยสภาพที่เรียกได้ว
แต่คุณหมอยูยะกลับได้พบเจอความเจ็บปวดมากม
แล้วอยู่ๆ ทั้งกล้องทั้งไมค์โครโฟนก็มาอยู่ตรงหน้ารา
"รู้สึกเป็นยังไงบ้างครับที่ครั้งนี้คุณหม
ยูมะตวัดสายตาจ้องหน้าคนถามทันที คนพวกนี้ ..ขอให้ได้ข่าวไปเขียน ก็จะไม่สนใจเลยใช่ไหมว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่
ขนาดถูกจ้องด้วยสายตาเอาเรื่องนักข่าวคนนี
เกลียด....
แว่วเสียงกระจกแตกดังเปรี๊ยะ ทั้งนักข่าวและตากล้องหันไปมองรอบตัวหาที่
จนกระทั่ง..
"เฮ้ย!!! เลนส์กล้องแตกได้ไงวะเนี่ย"
เสียงโวยวายดังมาจากช่างภาพคู่หูที่เพิ่งเ
สมน้ำหน้า.....
........................................
....................................
...............
...
"โกรธมากๆไม่ดีนะยูมะ เดี๋ยวก็ไม่หายป่วยหรอก"
คุณหมอยูยะเอ่ยเตือนน้องชายในเช้าวันต่อมา แต่ยูมะยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ดูโทรทัศน์ จนต้องเดือนรอบสอง
"พี่รู้นะ ว่าที่เลนส์กล้องแตกน่ะ ฝีมือเรา ทำแบบนี้บ่อยๆเดี๋ยวน้องนั่นแหละจะไม่สบาย"
"ก็มันโกรธนี่ นักข่าวงี่เง่านั่น !!!!"
พูดถึงทีไรก็โกรธขึ้นมาทุกที ป่านนี้คงหาเงินมาชดใช้ค่ากล้องจนหัวบานไป
"อย่ามาว่ากันนะ ! ทีพี่ยังไปเล่นงานคนที่เขียนข่าวใส่ร้ายพี
"ไม่ใช่พี่ซักหน่อย อุบัติเหตุนั่นฝีมือฮารุต่างหาก"
"ก็เหมือนกันแหละน่า!"
น้องน้อยเถียงอย่างดื้อดึง คุณหมอเลยส่ายหน้าแบบเอือมๆ จะว่าน้องก็ไม่ได้หรอก อันที่จริง เขาก็แอบสมน้ำหน้าคู่หูนักข่าวตากล้องนั่น
"เอาเป็นว่าอย่าทำบ่อยๆก็แล้วกัน ก็รู้อยู่ว่าเราน่ะถ้าทำแบบนี้บ่อยๆแล้วจะ
ยูมะยิ้มกว้างเอาใจพี่ชาย สัญญาว่าจะพยายามไม่ทำอีก แต่ดูคุณหมอจะไม่เชื่อสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น
นิสัยมนุษย์ย่อมอยากรู้อยากเห็นเรื่องของค
เหมือนที่เคยเกิดมาแล้ว....
"ข่าวของพี่ยูยะล่ะ"
คุณหมอยูยะหันไปมองโทรทัศน์ทันที ภาพที่เห็นมีเพียงฮารุมะที่กำลังให้สัมภาษ
แต่เขาไม่ชอบขี้หน้าอยู่ดี...
"วันนี้นักข่าวจะมาอีกมั๊ยน๊า~"
ยูมะถามลอยๆขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี เมื่อวานเล่นงานไปสอง วันนี้จะแกล้งยังไงอีกดีนะ
"เพิ่งสัญญาไปเมื่อกี๊ไงยูมะ"
"ก็สัญญาว่าจะไม่ใช้วิธีแบบเมื่อวานไง
ยูมะใช้นิ้วเคาะที่หัวตัวเองเบาๆพลางยิ้มเ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
To be con...
Title : Once Upon a time...One
Writer : Nalikakeaw
Rate : Not Sure
Pairing : .........
"ทำหน้าย่นแบบนั้นบ่อยๆ ตีนกามันจะถามหาเอานะ"
คุณหมอคนสวยตวัดสายตาขุ่นขวับใส่ร่างสูงผู
"พี่ยูยะ!"
ยูมะกระโดดลงจากเตียงโผเข้ากอดร่างสูงด้วย
"ไงยูมะ ..เป็นเด็กดีรึเปล่า"
คนถูกถามทำหน้าย่น ริมฝีปากเชิดขึ้นนิดๆอย่างถือดี ไม่ใช่เด็กแล้วซักหน่อย แต่กลับถูกอีกฝ่ายขยี้ผมเล่นอย่างเอ็นดู ยูยะประคองน้องน้อยที่ยังง้องแง้งไปนั่งตร
"นานๆเจอกันทีทักพี่แบบนี้เรอะ! ไอ้น้องบังเกิดเกล้า"
"เป็นคุณหมอมานอนเป็นอึ่งอ่างโดนรถทับแบบน
"เค้าวัดกันที่ฝีมือการรักษาคนไข้เว้ย!
"แล้วพี่จะให้ใส่อะไร กิโมโนเหมือนเมื่อก่อนมั๊ยล่ะ"
ยูมะนั่งฟังสองคนทะเลาะกันตาแป๋ว เมื่อไหร่ที่เจอกัน พี่ชายสองคนจะสรรหาเรื่องมาเถียงกันได้ไม่
"ก็ฉันไม่ได้เก่งแบบพี่ จะให้เป็นหมอรักษาคนแบบพี่ได้ยังไง ที่ทำได้ก็มีแค่นี้แหละ"
ตั้งแต่จำความได้พี่ชายคนโตทั้งเก่ง ทั้งฉลาด ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ เมื่อก่อนเป็นหมอประจำอยู่ในอำเภอเล็กๆในต
"อย่ามาแกล้งทำน้อยใจนะเว้ย เดี๋ยวปั๊ดตบกะโหลกร้าว พี่ก็แค่เป็นห่วง อยากจะเป็นดาราซุปเปอร์สตาร์อะไรก็ตามใจ พี่ไม่มีสิทธิ์ยุ่งกับชีวิตนายอยู่แล้วนี่!
ดูเอาเถอะ ใครน้อยใจใครกันแน่ ยูยะรีบคว้าตัวพี่ชายเข้ามากอด เป็นพี่ชายคนโตของบ้านก็จริง แต่คุณหมอก็ตัวเล็กกว่ายูยะ ผอมบางกว่า สูงน้อยกว่า ถ้าเปรียบกันแล้วตอนนี้น้องเล็กยังตัวสูงก
ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย...
...แค่ชื่อเท่านั้น....
"อย่าเพิ่งโกรธน่า ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นซักหน่อย แค่งานนี้มันสนุก แล้วฉันก็ทำมันได้ดีด้วยนะ พี่ไม่ได้ดูเหรอ"
"ไม่ว่าง!"
โกหก! แล้วใครกันคอยตัดข่าวใส่แฟ้ม ซื้อแมกกาซีนเก็บไว้ทุกเล่ม คอยดูโทรทัศน์ทุกวันว่ายูยะไปออกรายการไหน
ยูมะรู้ ... แต่ถ้าพูดออกไปหมดยูมะจะถูกกล่าวหาว่าแฉพี
ยูมะซุกตัวหาอ้อมแขนพี่ชายที่นั่งอยู่ตรงก
"กอดกันแบบนี้ฉันดูเหมือนเป็นอาเสี่ยในฮาเ
"อื้อ..ถ้ามีพุงอีกหน่อยนะ"
หัวเราะกันคิกคักสองคนกับยูมะแล้วก็เงียบไ
"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ไม่มีอันตรายอะไรซักหน่อย ไม่เหมือนตอนที่อยู่บ้านเก่าหรอกนะ"
ยูยะคนพี่ได้แต่ก้มหน้างุด ปล่อยให้น้องลูบหัวลูบหางปลอบเหมือนลูกหมา
"นายรู้ไหม ตอนที่พี่กลับมาบ้านแล้วรู้ว่าป๋ากับหม่าม
"ไม่รู้สิ พี่ไม่เคยเล่าให้ฟังเลย"
ยูยะเคยถามว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงได้ตั้งชื่อ
"ครั้งแรกที่พี่ได้เห็นนาย ตอนที่เห็นว่าหม่าม๊าอุ้มนายแนบอก พี่รู้สึกเหมือนอยากจะสาปนายให้กลายเป็นตุ
"ฉันไม่เห็นรู้สึกเลยว่าถูกพี่อิจฉา"
มันเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบเท่านั้นเอง พอแม่อุ้มน้องเข้ามาใกล้ๆ พอมือน้อยๆนั้นเอื้อมมือมาดึงผม กระตุกเบาๆแล้วก็หัวเราะเหมือนได้ของเล่น วินาทีนั้นเองที่ได้รู้สึกว่าน้องน่ารักน่
"ความอิจฉาของมนุษย์มันน่ากลัวนะยูยะ
"พี่หมายถึงเรื่องข่าวเมื่อวันก่อนน่ะ
จะข่าววันไหนยูยะคนพี่ก็ไม่สนใจทั้งนั้น ไม่อยากจะอ่านเพราะรู้ว่ามันเป็นวิธีการขอ
แค่อ่านพาดหัวข่าว คุณหมอคนสวยก็ลมออกหู โกรธจนแทบอยากจะจับไอ้คนเขียนมาผ่ามือดึงเ
"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า แค่นี้เอง ฉันรับมือไหว ห่วงคนที่มาหาเรื่องฉันเถอะพี่"
"ทำไมฉันต้องไปห่วงมันด้วย?.."
"ก็คนไข้ของพี่ไม่ใช่เหรอ ที่รถชนเพราะถูกหมาวิ่งตัดหน้าหรืออะไรซัก
คุณหมอเงยหน้าขึ้นมามองน้องชาย ดวงตากลมใสเบิกกว้างด้วยความแปลกใจ
"แขนหักทั้งสองข้าง ขาก็หัก หัวโดนกระแทกอย่างแรงก็เลยทำให้การมองเห็น
"สมน้ำหน้า!"
ยูยะมองหน้าพี่ชายกับน้องชายสลับกันไปมา ในสามคนพี่น้องที่ใครๆต่างพูดว่าไม่มีอะไร
แต่ไม่รู้ทำไม...
เห็นพี่ชายน้องชายยิ้มแบบนี้แล้วตาขวามันก
"ไม่ต้องมามองหน้า ฉันไม่ทำอะไรให้เสียจรรยาบรรณแพทย์หรอก"
++++++++++++++++++++++++++++++
"ให้มันจริงเถอะ!"
เจ้าของคำพูดนั้นเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นร่าง
ผิดกับสามพี่น้องที่มีผิวสีแทนโดยกำเนิด แต่มีผมสีอ่อน มีนัยน์ตาคู่งามเป็นประกายราวกับมีใครหลอม
คนหนึ่งอ่อนหวาน อ่อนโยน ใจดี สมกับอาชีพที่เลือกเป็น...
"มาทำไมไอ้หมาบ้า!"
เสียก็แต่ปากนี่แหละ ไม่รู้ว่าตอนที่อยู่กับคนไข้กับตอนนี้คนไห
อีกคนสวยเฉี่ยว ดวงตาเรียว กับริมฝีปากอิ่มได้รูป เย้ายวน ให้ลองสัมผัส ดวงตาสีอำพันนั้นไร้ความรู้สึก แต่กลับมีเสน่ห์ลึกลับชวนค้นหา
อีกคนแม้ยังเด็ก ก็สดใสน่ารัก ดวงตาใสบริสุทธิ์ที่ใครมองก็อดหลงรักไม่ได
"พี่ฮารุ!"
น้องน้อยโถมตัวเข้าหาผู้มาใหม่ด้วยท่าทางเ
"ผอมเหลือเกินนะเรา กินให้มันเยอะกว่านี้หน่อยสิ"
"ข้าวที่โรงพยาบาลมันไม่อร่อยนี่"
อาหารของคนป่วยจืดชืดไร้รส สีสันก็ไม่น่ากิน บวกกับบรรยากาศคนป่วยอื่นๆรอบตัวยิ่งทำให้
"ไว้ออกจากโรงพยาบาลจะพาไปกินอะไรอร่อ
"เย้~!"
คว้าถุงขนมใบโตกลับไปนั่งกินตรงโซฟาตัวเดิ
"ไม่ใส่ยาพิษไว้หรอกน่า ถ้าฉันซื้อมาให้นายถึงค่อยสงสัย"
คุณหมอยูยะตวัดสายตามองคนพูดอย่างเหยียดๆ เหมือนบอกเป็นนัยว่า จะไม่มีวันกินของที่ฮารุซื้อมาเป็นอันขาด ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอกกลับด้วยสายตาว่า ชาตินี้ชาติไหนก็อย่าหวังเลยว่าจะได้กิน
สองคนแง่งๆใส่กันโดยคนที่เหลือไม่มีใครคิด
ก็ใช่ว่ายูมะจะยอมให้ทุกครั้งไปหรอกนะ....
"เมื่อกี๊นายหมายความว่าไง?"
"อะไร?"
"ที่พูดตอนนายเข้ามาน่ะ หมายถึงอะไร?"
ทันทีที่ถาม สองคนที่นั่งข้างๆก็มีปฏิกิริยาทันที ยูมะไอค่อกแค่กเพราะขนมเกิดติดคอ ส่วนคุณหมอก็ใช้สายตาขู่เข็ญแต่ก็ไม่ได้ทำ
"เมื่อกี๊ฉันเดินสวนกับคนไข้คนหนึ่งที่หน้
"ทำไม?"
"ไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่คุณหมอเจ้าขอ
ยูยะหันไปสบตาพี่ชาย
"นั่นมันคนไข้ของฉัน ฉันก็แค่ไปตรวจตามปกติ แปลกเหรอ?"
ไม่แปลกสักนิด หากคุณหมอไม่ได้แนะนำตัวอย่างจงใจว่าตัวเอ
สิบนาทีต่อมา ยูมะก็ไปอยู่ที่ห้องคนไข้ห้องเดิม ไปชวนคุยแก้เบื่อ บังเอิญไปเป็นหนังสือที่คุณหมอเผลอลืมทิ้ง
เท่านี้ก็คงมากพอที่จะทำให้คนไข้มีอาการวิ
"เห่ามากเกินไปแล้ว!!!!"
ยูยะพูดอะไรไม่ออก นอกจากนั่งมองพี่ชายลับฝีปากกับฮารุอยู่เง
"นี่ คืนนี้พี่จะมาอยู่เป็นเพื่อนผมใช่มั๊ย"
"ไม่ได้หรอกยูมะ พรุ่งนี้ยูยะมีงานน่ะ"
"เอ๋!!!!"
"อย่าให้มันมากนักไอ้หมาหื่น ให้พี่น้องมีเวลาอยู่ด้วยกันบ้าง"
แล้วคุณหมอก็ปะทะคารมกับฮารุอีกหน ยูยะเลยนั่งนิ่งๆ รอเวลาให้เสียงประกาศิตตัดสินว่าวันนี้เขา
"ไม่ได้! ไม่ให้พี่ยูยะไปไหนทั้งนั้น คืนนี้พี่ยูยะต้องนอนกับน้อง!!! ใครอยากกลับบ้านก็กลับไปคนเดียวสิ"
++++++++++++++++++++++++++++++
กระจกบานใหญ่สะท้อนภาพเงาใครบางคนที่แสนคุ
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้คือใครกัน..?
"ยูยะ.."
สัมผัสหนักๆตรงเอวและต้นคอเรียกให้ยูยะถอน
เพราะอะไร?...
"คิดอะไรอยู่?.."
"เปล่า!"
น้ำเสียงไร้อารมณ์ไม่แสดงความรู้สึก คนถามก็ยังไม่พอใจ จับร่างบางให้หันเข้าหา จ้องตาตรงๆค้นลึกลงไปหาคำตอบ แต่ก็ไม่ได้เห็นอะไรนอกจากดวงแก้วสีอำพันท
"คิดถึงหมอนั่นอยู่?"
เป็นคำเรียกแทนใครสักคนที่กว้างขวางจนคิ้ว
"นึกว่าฉันตาบอดหรือไง!"
ฮารุเข่นเขี้ยวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในสตูด
"ถ้าดูอยู่ตั้งแต่แรก ก็น่าจะเห็นแล้วสิว่าฉันทำยังไง หรือแค่นั้นยังไม่พอ?"
"ไม่!"
แค่ยูยะกระแทกศอกไปสองสามครั้ง กับแกล้งเหยียบเท้าไปไม่กี่ที หมอนั่นยังเจ็บตัวไม่สมกับที่มันบังอาจแตะ
"ถ้างั้นนายก็ไปจัดการ.. อย่างที่นายพอใจก็แล้วกัน"
"ฉันทำแน่"
รั้งใบหน้านั้นเข้ามาหา กระซิบตอบให้ริมฝีปากแนบชิดกัน ปลายนิ้วร้อนแตะลงบนต้นคอเปล่าเปลือย ผมที่เคยยาวถูกรวบสูง พอๆกับที่คอเสื้อกิโมโนถูกรั้งลงต่ำจนเกือ
ยูยะหลับตาลงปล่อยให้ริมฝีปากและร่างกายถู
"ดูท่าทางเหนื่อยๆนะ ยูมะคงชวนคุยทั้งคืนจนไม่ได้นอนล่ะสิ"
"อยู่กับนายฉันก็คงไม่ได้นอนเหมือนกัน"
ฮารุหัวเราะหึๆกับคำพูดที่ตรงไปตรงมาไร้คว
แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว...
เพราะสิ่งที่เขาต้องการจากยูยะอยู่ทุกค่ำค
ยูยะซบหน้าลงกับไหล่ของอีกฝ่าย หลับตารับสัมผัสอุ่นๆที่แตะลงบนขมับ ไล้เรื่อยลงมาที่แก้ม คอ และริมฝีปาก
"หลับซะยูยะ.."
ปลายลิ้นร้อนแทรกเข้าไปลิ้มรสความหวานอย่า
"หลับซะตอนนี้....ก่อนที่คืนนี้ นายจะไม่ได้นอน"
++++++++++++++++++++++++++++++
วันต่อมา ยูยะจำเป็นต้องตื่นเช้าทั้งที่เมื่อคืนผ่า
ห้องที่อยู่กันแค่สองคนเท่านั้น..
ยูยะมีบ้านอยู่แล้ว คือบ้านที่อยู่ด้วยกันสามคนพี่น้อง ตั้งอยู่ห่างตัวเมืองไปไม่ไกล แต่ฮารุก็ยืนยันจะซื้อห้องนี้ให้ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าจะได้สะดวกเวลามาทำงาน แต่พี่ชายคนโตกลับมองว่า
"ไอ้หมาบ้านั่นซื้อไว้เพื่อจะได้ทำอะไรต่อ
พี่ชายเขาพูดไม่ผิดเลย...
แล้วตอนนี้โทรศัพท์ทั้งสามเครื่องก็ถูกเหว
"คนที่โทรฯมาน่าจะมีธุระด่วนนะ"
"ฉันไม่สน!"
พลิกกายทาบทับอีกร่างที่ไร้อาภรณ์แม้สักชิ
แม้ในยามปกติไร้ความรู้สึก แต่เมื่อยามใดที่อารมณ์ถูกชักพาจนถึงขีดสุ
แต่แล้วทุกการเคลื่อนไหวบนเตียงกลับต้องหย
"ฉันรู้ว่านายสองคนอยู่ข้างใน อย่าให้ต้องพังประตูเข้าไป เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะโว้ย!!! "
........................................
..............................
..................
........
แล้วตอนนี้ยูยะก็มีชุดคลุมอาบน้ำเพียงตัวเ
"อดอยากมากหรือไงถึงรอให้ไปถึงเตียงไม
"ถามฮารุสิ"
ตอบแบบนี้คนถามก็ได้แต่ส่ายหัวสถานเดียว ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆ สาบานเลยว่าจะไม่มากวนตอนที่ไอ้คู่นี้มันก
"มีธุระอะไร"
ถึงจะอาบน้ำ แต่ก็ใช่ว่าจะดับอารมณ์ที่ค้างคาอยู่ให้หา
"มองอะไรวะ!"
ฮารุเอื้อมมือไปจัดชายเสื้อของยูยะให้ปกปิ
เออ! หวงกันเข้าไป ทีตัวมันเองดันปล่อยให้เสื้อแหวกจนเกือบถึ
อยากด่าอย่างใจคิด แต่เวลาก็มีไม่มากแล้ว ยาบุเทหนังสือนับสิบเล่มที่หอบมาด้วยลงบนโ
"ข่าวอะไรอีกล่ะคราวนี้"
ยูยะชะงักมือที่กำลังเอื้อมไปหยิบ ภาพบนหน้าปกหนังสือทุกเล่มเหมือนกันหมด กิโมโนสีแดง?
"นี่มัน-"
"ภาพสวีทหวานในห้องแต่งตัว ของ-นาย-สอง-คน ไม่ได้มีแค่นี้นะ ยังมีคลิบวิดีโอด้วย ตอนนี้ระบบอินเตอร์เน็ตปิดซ่อมเพราะมีคนกด
ฮารุอึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะย้อนถามด้วยคำถามที่ยาบุคิดว่ามันกว
"แล้วไง?"
"ก็ไม่ไงละวะ ฉันเคยบอกนายแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำอะไรประเจ
"ไม่รู้ แล้วก็ไม่สนด้วย มันเป็นเรื่องส่วนตัว ฉันกับยูยะอยู่กันแบบนี้นานแล้ว ถ้างานนี้ทำให้เราอยู่กันแบบนี้ไม่ได้ ฉันก็ไม่ทำ "
ฟังแล้วไมเกรนขึ้นกะทันหัน ถ้าหมอนี่เลิกเป็นดารา ก็หมายความว่ายูยะก็ต้องเลิกทำงานนี้ด้วยแ
อาจจะเป็นความบังเอิญที่ยาบุได้พบกับสองคน
ข่าวนี้อาจทำให้ทั้งสองคนถูกปลดออกจากรายช
"ฉันไม่เสียดายหรอกนะ ที่ฉันทำงานนี้ก็เพราะมันสนุก แต่ถ้ามันทำให้ชิวิตยุ่งยากฉันก็คงไม่ทำ"
"หมายความว่านายเลือกชีวิตส่วนตัวมากกว่าง
คำตอบมันชัดเจนอยู่ในดวงตาของทั้งสองคน ไม่มีคำว่าเสียดายเลยสักนิด ยาบุไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เลยได้แต่ทิ้งตัวหมดแรงลงบนโซฟาอย่างปลงๆ
"แล้วใครเป็นคนถ่ายภาพนี้กันล่ะ ตอนนั้นฉันกับยูยะอยู่ในห้องกันสองคนไม่มี
"ถูกเผง! ก็คงเป็นคนในสตูดิโอนั่นแหละ ตามไม่ยากหรอก แต่ป่านนี้มันคงหอบเงินล้านไปสุขสบายอยู่ท
"หนีไม่พ้นหรอก"
ฮารุพูดเบาๆพอแค่ให้ยูยะได้ยิน ยาบุเลยมองเห็นแค่ทั้งสองคนสบตากันเท่านั้
จะว่าไปสองคนนี้ก็น่าอิจฉาจริงๆที่มีความม
แล้วอะไรบางอย่างก็แวบขึ้นมาในหัว ใช่แล้ว..ยังพอมีวิธี..
"ฉันว่าบางที..พวกนายอาจจะไม่ต้องออกจากวง
++++++++++++++++++++++++++++++
To be con....
Writer : Nalikakeaw
Pairing : Taka x Yabu...
"มาแล้ววววววววววววว!!!!!!"
เสียงฝีเท้าตึ้กตั้ก ตามมาด้วยเสียงแหบห้าวพร้อมทรงผมฟูๆไร้การ
ทุกคนในสตูดิโอถอนหายใจโล่งอก ไม่ใช่ว่าห่วงหรอกนะ แต่ไม่อยากได้ยินเสียงใครบางคนบ่นต่างหาก
"เกือบสายเชียวนะ ยูยะ"
เรียบๆ นิ่งๆ แต่ทุกสิ่งหยุดชะงัก ทุกคนกลั้นหายใจเตรียมอุดหู มีแต่เจ้าตัวคนที่เกือบจะมาสายนั่นล่ะที่ม
"อย่าเพิ่งบ่นน่ะยาบุ ขอไปแต่งหน้าแต่งตัวก่อน สายแล้ว"
ว่าแล้วก็ชิ่งจากไปนั่งหน้ากระจกบานใหญ่ให
"ทาคาคิ ไปง้อยาบุหน่อยซิ"
"ไม่ได้ทำอะไรผิดง้อทำไมล่ะ"
หันกลับไปถามแบบหน้าซื่อตาใส แต่ฮิคารุมองแล้วมันชวนโดนถีบมากกว่าน่ารั
ก็มันใครกันละวะ! ที่มาทำงานแบบหวุดหวิดจะสายได้ทุกที่ทุกงา
"ก็น่ารักดีนี่" ก็นะ นานๆทีจะได้เห็น
ผัวะ!!!!!
เป็นอิโนะ เคย์ ที่หวดฝ่ามือเรียวลงกลางกบาลแบบเต็มเหนี่ย
"ไม่ต้องพูดมาก ไปขอโทษยาบุเดี๋ยวนี้!"
ไม่รู้อะไรหนักหนา ยาบุโกรธง่ายหายเร็ว ก็รู้ดีอยู่ ขอโทษคำเดียวก็จบ แต่นี่ปล่อยให้โกรธ หน้าบึ้งแผ่รังสีอึมครึมไปทั่วสตูดิโอ จนเมมเบอร์ไม่กล้าเข้าใกล้ ทีมงานก็ดูจะแหยงๆพิกล
มันอึดอัดเฟ้ย!!!!!
"ไม่ไป"
"ยังไงก็ต้องไป ถ้านายจะไปเราจะลากนายไปเอง ไดจังมาช่วยกันหน่อย"
สามคนสามแรง แต่กลับสู้แรงคนอ้วนที่น้ำหนักเพิ่งจะลดไป
"ไม่ต้องหรอกทั้งสามคน คำขอโทษที่ไม่มีความสำนึกน่ะ ฉันไม่อยากได้หรอก"
ทั้งสตูดิโอเกิดความเงียบงันไปชั่วขณะ ยูยะอ้าปากหวอมองตามแผ่นหลังบางที่เพิ่งจะ
โกรธจริงนี่หว่า....
+++++++++++++++++++
หมดช่วงถ่ายในสตูดิโอ ทุกคนย้ายสถานที่มาถ่ายกันตรงสวนด้านนอกไม
"หวา!!! น่ารักจังเลย ผมจะถ่ายกับตัวนี้"
"ตัวสีน้ำตาลเข้มฉันจองแล้วนะยูโตะ"
"เอ๋!! อะไรกัน ยามะจังจองตั้งแต่ตอนไหนฉันมาถึงก่อนนะ"
"ก็ไม่รู้ล่ะ ฉันอยากได้ตัวนี้นี่"
คุยกันหงุงหงิงซักพักยามาดะก็ได้อุ้มกระต่
กระต่ายน้อยน่าสนกว่ากันเยอะ!~
ยาบุรอให้ทุกคนเลือกกระต่ายจนครบ ถึงได้อุ้มกระต่ายตัวสีน้ำตาลอมเทาขึ้นมาก
"เอามานี่ซิ" มือไวเหมือนใจคิด ยูยะดึงกระต่ายออกจากอ้อมแขนนั้นทันที
เพียะ!!!!
"โอ้ย!!! มาตีฉันทำไมเนี่ย"
"มันน่ามั๊ย ใครสั่งใครสอนให้อุ้มกระต่ายแบบนั้น "
แล้วหิ้วหูกระต่ายมันผิดตรงไหนวะ! ไม่ทำมั
ปั๊ก!!!!
เพราะหิ้วน้องกระต่ายสูงเกินไป เลยโดนสองขาหลังถีบเข้าปลายคางแบบเต็มๆ มึนไปสิบวิ...
หนอย!!! เดี๋ยวแกล้งทำหลุดมือมันจริงๆซะเลย ยาบุอยากสนใจมันมากกว่าเขาดีนัก
"ถ้ากระต่ายหล่นนายตายแน่!!!" เอ่อ สมเป็นยาบุ รู้ทันไปซะทุกเรื่องจริงๆ "ส่งกระต่ายตัวนั้นคืนมา เดี๋ยวนี้!!!"
เพราะประโยคสุดท้ายนั่นล่ะ ที่ทำให้ไม่กล้าขัดใจ ปกติจะแกล้งกวนใจบ้าง ให้เอาอะไรซักอย่างมาแลกบ้าง แต่ถ้าทำยาบุคงโกรธมากขึ้นอีกหลายเท่า
คืนไปแล้วก็ไม่วายส่งสายตาขุ่นเคืองใส่เจ้
"ต้องอุ้มแบบไหนล่ะ ฉันไม่รู้นี่"
ยาบุมองคนแกล้งทำหน้าตาจ๋อยๆอย่างแสนขัดใจ
"ก็แบบที่ฉันอุ้มนี่แหละ ลองดูสิ " บอกพลางเดินนำไปทางกรงที่ยังเหลือกระต่ายน
"ค่อยๆเอามือช้อนไปใต้ตัวกระต่าย ตรงขาหน้าสองข้าง อีกมือก็ประคองสะโพกแล้วก็อุ้มขึ้นมา"
เออ ง่ายๆแฮะ ไม่ดิ้นไม่ถีบด้วย น่ารักเหมือนกันนี่หว่า อุ้มขึ้นมาได้แล้วก็ยิ้มกว้าง แต่เจอใบหน้าหงิกๆของยาบุตอกกลับมาจนหน้าห
เฮ้อ!!! ไม่น่าไปแกล้งเล่นเล้ยยย!!!!!
+++++++++++++++++++++++
ยาบุไม่ได้คุยกับยูยะอีก และไม่ได้ทำท่าทีว่ามองเห็นด้วย ถึงจะมานั่งอยู่ตรงหน้าก็เถอะ เสร็จงานก็ก้มหน้าก้มตาเก็บของใส่กระเป๋าแ
"วันนี้ทาคาคิคุงดูหงอยๆเนอะ ยาบุคุง" ยูริเข้ามาเกาะแขนทำตาแป๋ว ยาบุเลยยิ้มหวานตอบไป
ดี สมน้ำหน้า ...
"น่าสงสารนะ" เคย์โตะพูดบ้าง แต่ดูแล้วก็ไม่ได้หวังให้ยาบุใจอ่อนสักเท่
"ทาคาคิคุงเดินหายไปไหนแล้วล่ะ" ริวทาโร่ลองพูดดูบ้าง แต่ก็เหมือนสายลมผ่านหู ยาบุไม่ได้ฟังเลยซักนิด
"ทุกคนนนนน กระต่ายหายยยย"
"จริงอ่ะยามะจัง กระต่ายหายเหรอ"
"หายไปตัวนึงล่ะ"
"กระต่ายหายย ทุกคนนนน กระต่ายหายยย ทำไงดีๆๆๆๆ"
รู้แล้วครับว่ากระต่ายหาย แต่ใครก็ได้เอาสองตัวนี้ไปเก็บที!!!!!!!
กระต่ายหาย ? คนก็หาย? หวังว่าคงไม่ได้หายไปด้วยกันหรอกนะ ยาบุออกเดินแกมวิ่งไปทางด้านหลังเรือนกระจ
นั่นไง........แอบมางีบอยู่หลังเรือนกระจก
ยาบุนั่งลงข้างๆคนที่กำลังอยู่ในห้วงฝันเง
แต่ถ้าปล่อยให้นอนอยู่อย่างนี้ก็คงไม่ดีสิ
"ยูยะ ตื่นได้แล้ว"
กระต่ายน้อยทำตาแป๋วมองยาบุเอานิ้วจิ้มๆอก
"เฮ้ย!!!" ร้องเสียงหลงเพราะถูกดึงจนเกือบล้มลงไปทับ
"นึกว่าจะไม่ปลุกซะแล้วนะ"
ยาบุไม่ตอบยันตัวขึ้นสุดแรง แต่อีกคนก็ไวกว่า กอดหมับเข้าที่เอวบาง อีกมือสอดเข้าในเรือนผม ออกแรงกดให้ใบหน้านั้นโน้มลงมาจนกระทั่งริ
"อื้อ~"
ยิ่งดิ้นแรงกอดยิ่งรัดแน่น ยาบุห่วงแต่เจ้าตัวน้อยจะถูกทับแบน ลืมตัวปล่อยให้ริมฝีปากถูกครอบครอง สุดท้ายยอมเอียงใบหน้าขยับริมฝีปากตามอารม
กระต่ายน้อยรู้งาน กระโดดตุบลงบนพื้นหญ้า ให้สองร่างได้แนบชิดสนิทกันมากกว่าเดิม
เนิ่นนานกว่าริมฝีปากจะเป็นอิสระ ยาบุแนบแก้มลงกับอกอุ่นๆแทนที่จะมองหน้า เพราะรู้ว่ายูยะอยากมองสบตาคู่นี้ใจจะขาดไ
"เลิกงอนเถอะน่า ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งซักหน่อย แค่อยากให้สนใจกันบ้าง"
"ที่ผ่านมาใส่ใจไม่พอหรือไง"
"ก็อยากให้ใส่ใจมากกว่าใครๆ"
เหตุผลไม่เข้าท่า แต่ทำไมยาบุถึงเข้าใจนะ จะว่าไปช่วงนี้ในหัวมีแต่งาน งาน งาน แล้วก็งาน เต็มไปหมดจริงๆ แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ยูยะจะมาป่วนเขาเสีย
"ไม่อยากใส่ใจแล้วล่ะ ปวดหัว"
"เอ๋!!!"
คนตัวบางฉวยโอกาสที่อีกคนตกใจลุกขึ้นยืนอย
"เลี้ยงกระต่ายยังจะง่ายกว่าอีก" ไม่พูดเปล่าแนบแก้มลงบนขนนุ่มๆของเจ้ากระต
"ถ้าพรุ่งนี้ยังมาทำงานสาย ฉันจะเอาเวลาที่ดูแลใสใจนายมาใช้กับกระต่า
ยูยะฟังแล้วอยากจะบีบคอกระต่ายขึ้นมาอีกหน
แล้วแบบนี้ยังจะทิ้งกันได้อีกเร้อออออออออ
++++++++ End +++++++++++++
Fiction
Title : The day we kissed Intro...
Writer : Nalikakeaw
Pairing : _ _ _ x _ _ _
Rate : ---?---
ที่นี่ที่ไหน?
ดวงตากลมมองเห็นทุกสิ่งด้านนอกหน้าต่างกระ
คนที่เขาไม่รู้จัก!!!!
ริมฝีปากบางถูกบดเบียด มอบความหวาน แต่ช่วงชิงลมหายใจแทบหมดปอด มือแกร่งประคองศรีษะให้แหงนเงยรับรสจูบ ยาวนาน กระทั่งสองมือบางจิกแน่นลงบนแขนแกร่งด้วยค
ไม่!!!!
ทั้งที่ควรห้าม ทั้งที่ควรหาทางหยุดยั้ง แต่เรี่ยวแรงกลับไม่มีเหลือให้ทำได้ดั่งใจ
จนเมื่ออีกฝ่ายยอมให้ริมฝีปากได้เป็นอิสระ
"อย่า!!!"
เสียงร้องแผ่วพร่า ไม่นำพาให้อีกฝ่ายหยุดได้ สัมผัสอุ่นชื้นตรงต้นคอทำเอาร่างบางเข่าอ่
ไม่ไหวแล้ว ใครก็ได้ช่วยหยุดที!!!!!
เสียงลมหายใจของร่างบางดังสะท้อนเข้าไปถึง
ภายใต้แสงอาทิตย์ยามค่ำที่กำลังลับหาย ดวงตาคมมองร่างที่อ่อนปวกเปียกอยู่ในอ้อมแ
เรือนผมสีอ่อนซอยสั้นรับกับใบหน้าอ่อนใส ดวงตาไหวระริก แก้มนวลแดงระเรื่อ ริมฝีปากฉ่ำน้ำหวาน กลิ่นกายหอมอ่อนชวนหลงไหล
แต่อ่อนไหวมากเกินไป ราวกับเสแสร้ง
"ถ้านี่เป็นวิธีการยั่วแบบใหม่ ก็ได้ผลดีเชียวล่ะ"
พูดอะไร ? ยั่วงั้นหรือ? เขาแค่มาทำงานเท่านั้น
"หรือว่านี่จะเป็นครั้งแรกจริงๆ"
ถ้อยคำร้ายเรียกสติให้คืนมาทีละน้อย ครั้งแรกอะไร? หมายความว่ายังไง?
"มิน่า ค่าตัวถึงได้แพงนัก-"
พลั่ก!!!!!
คนปากร้ายถูกหมัดเลยจนหน้าหงาย แต่แรงหมัดก็ทำได้เพียงแค่ทำให้ผละถอย เพราะเจ้าของหมัดไม่มีแรงแม้แต่จะยืน ต้องยึดประตูเอาไว้เป็นที่พึ่ง
"ผมไม่- ไม่ได้- "
ดวงตาใสเจิดจ้า ตัวสั่นระริกด้วยความโกรธ ร่างบางสูดลมหายใจช้า บังคับตัวเองไม่ให้เผลอคว้าแจกันประดับห้อ
"ผมไม่เคยทำ ไม่-เคย-คิด ทำอะไรไร้ศักดิ์ศรีแบบนี้ ไม่มีวัน!!!!"
ร่างบางพาตัวเองพ้นจากห้อง ปิดท้ายด้วยเสียงปิดประตูดังสนั่นหวั่นไหว
.......
.......
.......
.......
ร่างบางพาตัวเองเข้ามาสงบสติอารมณ์อยู่ในห
มือบางวักน้ำสาดใส่หน้า หวังให้น้ำช่วยลบล้างร่องรอยทุกสัมผัส กระจกเงาบานใหญ่สะท้อนเงาใบหน้าพราวด้วยหย
รสจูบจากคนๆนั้น...
สะบัดหน้าพรืดจนผมกระจาย แต่ภาพของใครคนนั้นยังเด่นชัดอยู่ในความคิ
อ๊ากกกกกกกกกกก!!!!!!!
อยากเอาหัวไปจุ่มส้วมตายให้มันรู้แล้วรู้ร
ไอ้บ้าเอ๊ยยยย!!!! ไอ้หื่น!!! ไอ้โรคจิต!!!
ได้แต่ตะโกนด่าอยู่ในใจ จะโวยวายก็กลัวคนรอบข้างจะหาว่าเป็นบ้า เดี๋ยวจะซวยซ้ำซ้อนโดนไล่ออกจากงาน
"นี่นายยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ" เพื่อนร่วมงานเดินออกมาทักทายด้วยความประห
ไดกิฝืนยิ้มแห้งๆใส่คนตัวสูงที่อยู่ในชุดพ
"ลืมของน่ะ แล้วทำไมนายมาอยู่ที่นี่ล่ะ"
เหมือนจะเป็นคำถามแปลกๆสำหรับคนที่เดินมาเ
"มาสายน่ะสิ กลัวเข้างานไม่ทันเลยต้องมาเปลี่ยนเสื้อผ้
คนฟังพยักหน้าหงึกหงักไม่ว่าอะไร เพราะตัวเองก็ทำอยู่บ่อยๆ
"รีบออกไปกันเถอะ เดี๋ยวตาแก่นั่นเดินมาเจอ"
เป็นที่รู้กันว่า"ตาแก่นั่น" หมายถึงผู้จัดการผู้เคร่งในกฏระเบียบเข้าข
.......
.......
......
......
กลับมาถึงบ้านเมื่อไหร่ไม่รู้ จำได้แค่ว่าเดินไปสถานีแบบมึนๆ ขึ้นรถแบบเบลอๆ ก่อนจะละเมอเดินมาถึงบ้าน
เฮ้ออออ...สงสัยจะโหมงานมากไปละมั้งเรา
"กลับมาแล้-"
ประโยคที่เหลือขาดหายไปทันทีเมื่อมองเห็นว
แขกไม่ได้รับเชิญ...
ร่างบางถอนหายใจเฮือก.....เกลียดคนพวกนี้เ
"ไดจัง.."
น้ำเสียงสั่นๆดังมาจากร่างเล็กแสนบอบบางที
ดวงตาใสแดงก่ำ แทบจะร้องไห้อยู่แล้ว ตอนนี้ยาบุกับยูโตะยังไม่กลับ ไอ้เปรตสามตัวนี่ช่างเลือกวันมาขอส่วนบุญไ
"ปล่อยน้องผม"
พยายามบังคับน้ำเสียงตัวเองให้ราบเรียบที่
"บอกว่าให้ปล่อย!!!"
ไม่พูดเปล่าเดินเข้าไปดึงร่างเล็กออกมาด้ว
"ไม่เอาน่าคนสวย พวกเราก็แค่แวะมาทักทายเล็กน้อยๆ ใช่ไหมวะ"
ร่างบางรู้สึกถึงแรงโอบหนักๆที่ไหล่ แต่เขาไม่สนใจ เสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจของพวกนั้นก็เพ
ถ้าเป็นเขา เรื่องแค่นี้ก็พอจะทำทานให้หมาจรจัดข้างทา
แต่กับยูริ....
"อ๊ากกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
เสียงใครบางคนดังอยู่ใกล้เสียจนหูแทบดับ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นก็แทบจะจำไม่ได้ รู้แต่เพียงว่ามือเท้ามันแกว่งซ้ายป่ายขวา
แล้วอยู่ๆเท้าทั้งสองข้างก็ลอยหวือขึ้นจาก
ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลง.....
.....
......
......
....
"ไดจัง"
ยูริ?...
ที่นี่...?
รู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น เปลือกตาหนักอึ้ง จนไม่อาจเปิดรับภาพใดได้นอกจาก แสงสีนวลอ่อนจางสั่นพร่าชวนเวียนหัว
"โอ๊ย!!!!"
หลุดร้องลั่นยามที่ใครบางคนพยายามจะประคอง
"ให้นอนลงไปอย่างเดิมเถอะ"
เสียงใคร....?
ไม่ใช่ยาบุ... ไม่ใช่ยูโตะ..
ใคร....?
แล้วร่างบางก็ถูกประคองให้เอนลง ด้วยอ้อมแขนของใครบางคนที่ แข็งแรงกว่า...
ใคร..?
ร่างบางผลักไส ดิ้นรนออกจากอ้อมแขนที่ไม่คุ้นเคย ดิ้น...ทั้งๆที่เจ็บ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ เสียงของยูริที่ร้องห้าม ทั้งๆที่ได้ยิน แต่ก็ไม่รับรู้ ในความคิดอันพร่าเลือนนั้นเขารับรู้เพียงอ
ไม่!!!! ออกไป!!!!!!!
เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นหวนกลับเข้ามาในความ
คนชั่วช้า! น่ารังเกียจ!
ร่างบางเหวี่ยงแขนออกไปด้วยความโกรธเกรี้ย
"ไม่เป็นไรนะ ปลอดภัยแล้ว"
เสียงทุ้มห้าวกระซิบแผ่วอยู่ข้างใบหู แต่ร่างบางยังคงส่ายหน้าดื้อดึง ยิ่งดิ้นทั้งตัวยิ่งถูกรัดแน่น ความเจ็บปวดที่เลือนหายไปชั่วครู่เริ่มกลั
น้ำตาร่วงรินด้วยความเจ็บปวดและขัดเคืองใจ
"อย่าร้อง"
เหมือนเป็นคำสั่ง แต่ในน้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความอ่อนโยน มือที่คอยเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้นุ่มนวล อ้อมแขนแกร่งคอยประคอง มอบไออุ่นแผ่ซ่านลึกเข้าไปในหัวใจ
"อื้อ-"
ครางเสียงแผ่วยามที่สัมผัสนุ่มร้อนประทับล
"นอนซะ"
ร่างบอบบางเอนลงบนฟูกหนาอย่างว่าง่าย มือบางจับท่อนแขนแข็งแรงเอาไว้แน่น เมื่อสัมผัสได้ว่าไออุ่นเริ่มเลือนหายยิ่ง
อย่าไปนะ...อย่าไป
เสียงสะอื้นที่เพิ่งจางหายเริ่มสะท้อนขึ้น
ว่าร่างบางจะได้หลับไหลอย่างปลอดภัยอยู่ใน
......
........
......
...
To be con...
Title : Once Upon a time...Intro
Writer : Nalikakeaw
Rate : Not Sure
Pairing : .........
"กาลครั้งหนึ่ง นานแสนนานมาแล้ว ในดินแดนอันแสนไกล มีเมือง เมืองหนึ่ง ปกครองโดยพระราชาผู้มีคุณธรรม เคียงข้างด้วยราชินีผู้แสนใจดี และเจ้าหญิงผู้งดงามและอ่อนหวาน ประชาชนอาศัยอยู่ในเมืองด้วยความผาสุขตลอด
เด็กน้อยกระพริบตาปริบๆ คิ้วขมวดมุ่นด้วยความสงสัย
"จบแล้วเหรอฮะ?"
"จบแล้วจ๊ะ"
"เห?~"
ผู้เป็นแม่ยิ้มอ่อนโยนให้กับบรรดาเครื่องห
"หม่าม๊า~"
"ว่าไงจ๊ะ"
"พ่อมดคืออะไรฮะ"
"คือคนที่ใช้เวทมนต์จ๊ะ"
"แล้วเวทย์มนต์คืออะไรฮะ"
"คือพลังอย่างหนึ่งที่สามารถเสกอะไรก็ได้ต
"จะหาพลังแบบนี้ได้จากไหนฮะ"
คนเป็นแม่ยิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้ผมลูกชายสุดรัก
"อยากได้เวทย์มนต์เอาไว้แกล้งเพื่อนหรือไม
"เอ๋?~"
เด็กชายหน้าม่อยลงอย่างผิดหวัง แต่ก็ยังอดปากถามไม่ได้
"แล้วปีศาจก็ไม่มีจริงเหมือนกันเหรอฮะ"
"ไม่มีจ๊ะ"
"ไม่มีจริงๆเหรอฮะ"
"ไม่มีจ๊ะ นิทานน่ะเป็นเรื่องที่คนแต่งขึ้นเพื่อให้เ
ชะงักไปชั่วครู่เพราะรู้สึกเหมือนว่าเห็นเ
พรึ่บ!
ผ้าม่านไหวแต่ไร้ลมพัด อากาศเย็นยะเยือกขึ้นกะทันหัน แว่วเสียงหัวเราะของใครบางคนสะท้อนมาจากที
ใกล้เสียจนเกิดความหวาดหวั่น เหมือนถูกใครสักคนจ้องมองทั้งๆที่ในห้องก็
"หม่าม๊า~"
ไม่ได้มีเพียงแต่เธอ แม้แต่ลูกน้อยก็สัมผัสได้เช่นกัน
หญิงสาวสูดหายใจลึก แล้วค่อยเดินไปรูดปิดม่าน หวังให้ผ้าม่านช่วยปิดกั้นบางสิ่ง..หรือบา
"วันนี้...นอนกับหม่าม๊าก็แล้วกันนะลู
........................................
..........................
...................
.......
มนุษย์เอ๋ย...ในเมื่อเจ้าปฏิเสธว่าเผ่าพัน
ในราตรีที่เต็มไปด้วยแสงสีของเมืองใหญ่ที่
ริมฝีปากบางผุดรอยยิ้มเย้ยหยัน
มนุษย์เอ๋ย..เจ้าคิดหรือว่าเพียงผ้าม่านจะ
หรือเจ้าใช้ผ้าม่านเพื่อปิดกั้นใจจากสิ่งท
ช่างโง่เขลานัก...
ถ้าหากมนุษย์จะเปิดตาเปิดใจเสียบ้าง คงจะได้รู้ว่าในเมืองนี้ มีผู้อาศัยที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่มากมาย เพราะอะไรน่ะหรือ ... ก็เพราะว่าเมืองใหญ่เช่นนี้เต็มไปด้วยมนุษ
มนุษย์เอ๋ย..เจ้าคงไม่รู้หรอก ว่าในอาหารที่พวกเจ้ากินนั้น มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความเคียดแค้นของสรรพสัตว์ที่เจ้าฆ่า ในละอองอากาศที่พวกเจ้าหายใจ มันช่างเต็มไปด้วยความทุกข์ ความเศร้า ความหวาดกลัว ของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเจ้าเอง
เจ้าจะรับรู้ได้หรือไม่...
ดังเช่นที่ข้าสัมผัสได้ในเวลานี้...
ดวงตาคมเขม้นมองไปในทิศทางตรงกันข้าม จ้องมองหาเหยื่อดังเช่นเหยี่ยวในราตรี ที่นั่น...อาคารสูงสิบชั้นสีขาวสะอาดตา สว่างไสวด้วยแสงไฟที่เหมือนจะไม่มีวันดับ ผู้คนในชุดขาวเดินกันขวักไขว่ แต่กลับห้อมล้อมด้วยบรรยากาศอึมครึมดุจดั่
........................................
..........................
...................
.......
ทำไมโลกนี้ถึงได้โหดร้ายนัก..? หล่อนทำผิดอะไรหรือ..ถึงได้เกิดมามีชีวิตท
เจ็บปวดเหลือเกิน... เจ็บจนไม่อยากจะรับรู้สิ่งใดอีกแล้ว
หลับไปตลอดกาลเลย...จะดีไหมนะ....
มือบางเอื้อมไปใต้หมอน หยิบขวดสีขาวที่ซ่อนเอาไว้ออกมา วันนี้ดูทุกคนจะมีเรื่องวุ่นวาย คงไม่มีหมอหรือพยาบาลคนไหนมาขัดขวางได้อีก
ค่อยๆหมุนเปิดฝาออกอย่างใจเย็นก่อนจะเอียง
ถ้ากินหมดนี่...คงไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้วล่ะ
"กินหมดนั่น ทรมานนะ"
สายลมพัดเย็นยะเยือก หนาวไปถึงขั้วหัวใจ แต่ก็ไม่เท่าสายตาเย็นชาของใครคนหนึ่งที่ไ
แต่ในยามนี้หล่อนไม่มีกะใจจะอยากรู้เรื่อง
"อย่ามาห้ามเลย ไม่มีประโยชน์"
"ก็ไม่ได้คิดจะห้ามหรอก"
ทำเอาคนที่กำลังจะกรอกยาใส่ปากชะงักงัน ถ้าไม่ได้มาห้าม งั้นมาอยู่ตรงนี้เพื่ออะไรกัน?
"มาช่วยไม่ให้ทรมานไงล่ะ รู้ไม่ใช่เหรอว่าจะเป็นยังไง ถ้ากินยาเข้าไปทั้งหมดนั่น"
มือบางกำเม็ดยาในมือแน่นจนข้อนิ้วเริ่มขาว
รู้สิ!..รู้ดีด้วย ทั้งที่เลือกแล้วแท้ๆว่าวิธีนี้เจ็บปวดน้อ
"ไม่ทรมาน... ทำได้เหรอ?"
สุดท้ายแล้วก็ยังอยากจะตายอยู่ดี...เพราะม
"มาสิ"
ไม่มีอะไรต้องคิด ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัย ไม่มีคนให้อาลัย โลกนี้จึงไม่เหลืออะไร..ให้อาวรณ์
ยื่นมือข้างที่ว่างเปล่าออกไปจับมือที่ยื่
ทันทีที่ได้สัมผัส มือนั้นเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง ไร้สัญญาณใดๆที่บ่งบอกว่าเป็นมนุษย์ ใบหน้าเฉยชานั้นดูราวกับหินสลัก แต่งดงามนัก ผิวสีซีดเหมือนหินอ่อน ดวงตากลมโตสีเดียวกับท้องฟ้ายามราตรี จมูกโด่งรับกับริมฝีปากได้รูป
และริมฝีปากนั้นเองที่กดประทับลงมา ... คลอเคลียอยู่เนิ่นนานก่อนใบหน้านั้นจะเลื่
ร่างผอมบางสะดุ้งยามที่ฟันคมกดลงบนลำคอขาว ทว่าความเจ็บแปลบนั้นนั้นมีเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปพร้อมๆกับที่ความเหน็บหนา
หนาว....
เม็ดยาในกำมือร่วงลงกระจายลงเกลื่อนพื้น ความหนาวเย็นวิ่งจากปลายมือปลายเท้ากระจาย
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังหายใจอยู่ไหม....
....ความตาย....เป็นแบบนี้เองสินะ...
แม้ความมืดจะเริ่มช่วงชิงการมองเห็น แต่ยังรับรู้ได้ว่าทั้งร่างถูกประคองลงนอน
"อีกไม่กี่วินาทีหรอก"
เด็กหนุ่มในชุดดำบอก และหล่อนยิ้ม ....ยิ้มแม้ว่าร่างกายทุกส่วนไม่อาจจะเคลื
...ทุกอย่างจบลงแล้ว.....
........................................
..........................
...................
.......
พรึ่บ!!!!!
"เฮ้ย!!!!"
ดวงตากลมกระพริบถี่เหมือนไม่แน่ใจ เมื่อกี๊เหมือนจะเห็นอะไรบินผ่านหน้าต่างแ
มือเรียวเอื้อมไปเปิดหน้าต่าง พยายามมองไปรอบๆ
"ก็ไม่มีอะไรนี่นา" แต่เมื่อกี๊น่ะ เห็นจริงๆนะ นกสีดำตัวเบ้อเริ่ม
เสียงเปิดประตูดึงความสนใจให้หันไปมองด้าน
พี่ชายของเขาเอง..
"ยังไม่นอนหรือยูมะ"
ทั้งที่ถามอย่างนั้น แต่กลับถอดเสื้อกาวน์โยนๆทิ้งแบบไม่ใส่ใจ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาวลงบนโซฟาอย่าง
"ยังไม่ง่วงนี่ วันนี้คนไข้เยอะเหรอฮะ"
"ผ่าตัดด่วนน่ะ มีอุบัติเหตุ แถมคนไข้ที่ชั้นหกก็ดันมาฆ่าตัวตายอีก"
คิ้วเรียวขมวดหากันจนเป็นปม ดูไปก็คล้ายๆกับปมบนคิ้วของคนฟังซะด้วย
"พี่สาวคนที่มีแผลบนมือเยอะๆเหรอฮะ"
"อื้ม นั่นแหละ พยายามมาหลายครั้งแล้วนี่นะ วันนี้ทุกคนมัวแต่วุ่นกัน ก็เลย..."
คนพูดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"น่าเสียดาย ทั้งๆที่น่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้แล้วแท้ๆ"
ยูมะนั่งฟังพี่ชายพูดต่อไปเงียบๆ เขาเองก็ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าตัวตาย แต่ในส่วนลึกของหัวใจ เขาเข้าใจว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงไม่อยากมีช
To be con>>>
Title --- Stalker...
Author --- Nalikakeaw
Parings --- Okaryu
ท่ามกลางความสว่างของหลอดไฟเพียงไม่กี่ดวง
ก็พบแต่ความว่างเปล่า
ทุกคนหายไปไหนกันหมด?
หรือว่าจะกลับกันไปหมดแล้ว...?
"โธ่เอ๊ยยยย!!!!! รอกันหน่อยก็ไม่ได้" แค่กลับไปเอาเกมที่ลืมไว้แค่นี้ กลับมาอีกทีทุกคนก็หนีไปหมด
แล้วยังไงละนี่ ในที่สุดก็ต้องเดินไปสถานีคนเดียวจนได้
ใจดำจริงๆ....
หลังจากที่หัวเสียบ่นเหล่าสมาชิกร่วมวง ( ซึ่งคงไม่มีใครได้ยิน ) แล้ว เด็กหนุ่มก็ต้องจำใจเดินไปยังสถานีคนเดียว
ก็ใช่ว่าจะไม่เคยหรอกนะ
แต่วันนี้ ครั้งนี้ เขาไม่อยากเดินคนเดียวเลยจริงๆ...
.................
.........
.....
เด็กหนุ่มก้าวผ่านประตูอัตโนมัติ ก่อนจะเดินตรงไปยังที่นั่งตรงมุมริมสุดของ
แต่เหตุผลสำหรับวันนี้ ...
เขาอยากดูให้แน่ใจจริงๆ ว่าตัวเองไม่ได้ตกเป็นเป้าสายตาของใคร
ด้วยเหตุผลที่มากเกินไปกว่าเดิม
เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะความคิด มือบางคว้ามากดตัดสายทันที นึกโมโหคนชอบเจ้ากี้เจ้าการที่อยู่ปลายสาย
ก็รู้อยู่หรอกว่าห่วง เขาเองก็รู้สึกดีที่ได้รับความรักมากมายอย
ถ้าเจ้าน้องเล็กรู้เข้า คงถูกล้อไปเป็นเดือนๆ
แชะ!!!!!
เสียงชัตเตอร์ที่ดังแว่วมาทำให้ร่างบางถอน
แล้วนี่..?...
ทำไมเขาถึงต้องมาคิดมากเรื่องที่ไม่มีใครม
ติดนิสัยน่าสมเพชแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่
ไร้สาระชะมัด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มือบางคว้ามาเปลี่ยนเป็นระบบสั่นก่
ในเป้ใบโปรดอย่างไม่ไยดี
ถึงบ้านค่อยโทรบอกก็แล้วกันน่า
.................
.........
.....
ร่างเพรียวดูอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยตอนที่เด
ป่านนี้จะกระวนกระวายเป็นห่วงเราอยู่มั๊ยน
คิดพลางก้าวไปตามหนทางที่คุ้นเคย
โทรศัพท์ในกระเป๋าส่งเสียงครืดคราดไม่ยอมห
เฮ้อ...ไม่แกล้งแล้วก็ได้ เดี๋ยวจะหัวใจวายตายซะก่อน
แต่ไม่ทันจะได้เอื้อมมือไปถึงโทรศัพท์ หัวใจดวงน้อยก็ต้องมีอันเต้นผิดจังหวะ
เพียงแว่วเสียงฝีเท้าตามหลัง ร่างเพรียวก็เริ่มทำอะไรไม่ถูก
ไม่ผิดแน่! เสียงฝีเท้าเดินเป็นจังหวะสบายๆ แต่กลับหยุด...ทุกครั้งที่เขาหยุด และเริ่มก้าวยามที่เขาออกเดิน
นัยน์ตากลมใสเริ่มฉายแววหวาดหวั่น หากยังก้าวเดินต่อเหมือนไม่รับรู้สิ่งใด แต่ยิ่งเดินเพื่อนร่วมทางยิ่งน้อยลง เสียงฝีเท้าด้านหลังยิ่งดังชัดเจนขึ้น
และเมื่อโทรศัพท์ส่งเสียงขึ้นมาอีกหน มือบางจึงคว้ามารับสายอย่างไม่รีรอ
"นี่ นายอยู่ไหนน่ะ!"
หากเป็นก่อนหน้านี้ คนที่อยู่ปลายสายคงถูกเขาตอกกลับด้วยน้ำเส
แต่ยามนี้หัวใจกลับเต็มตื้นไปด้วยความรู้ส
"ฉัน-"
จู่ๆโทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดับวูบ พาหัวใจวูบหาย
ขัดใจจนแทบอยากจะร้องไห้ อยากปาโทรศัพท์ในมือทิ้งเดี๋ยวนั้นถ้าไม่ต
เสียงฝีเท้าจากด้านหลังดังชัดเจนขึ้น จังหวะก้าวเร็วขึ้น ราวกับจะเร่งก้าวให้ทันกัน ร่างเพรียวจึงรีบจ้ำทิ้งระยะห่าง ทางข้างหน้าและซ้ายมือเป็นถนนหากข้ามไป อาจจะสลัดได้พ้น แต่อีกฝั่งนั้นช่างไร้ผู้คนเสียเหลือเกิน พอๆกับสวนสาธารณะที่อยู่ด้านขวามือ ถ้าเดินเข้าไปอาจจะหลบพ้น
แต่ถ้าไม่พ้นล่ะ?
...จะเกิดอะไรขึ้น.....
หัวใจเต้นถี่ระรัวดังจนกลบเสียงฝีเท้าเบื้
ไม่!!
ถ้าหนี ก็ต้องกลัวแบบนี้ตลอดไปน่ะสิ
ยังไม่รู้ซักหน่อยว่าที่ตามมาตลอดทางนั่นเ
คิดแล้วก็อดหัวเราะตัวเองไม่ได้ ติดนิสัยกระต่ายตื่นตูมมาจากใครกันนะ แค่เผลอพูดไปว่าสองสามวันนี้รู้สึกเหมือนม
ความคิดหยุดชะงักอีกหนเพราะเสียงฝีเท้า ร่างเพรียวสูดหายใจลึก เตรียมพร้อมจะเผชิญหน้ากับใครก็ตามที่ทำให
กระทั่งเสียงฝีเท้านั่นมาหยุดอยู่ข้างหลัง
ด้วยระยะที่ใกล้จนเกินไป หรือจะด้วยความกะทันหันจนทำให้อีกฝ่ายไม่ท
ก่อนจะสะดุดขาตัวเองล้มลงไปกองอยู่บนพื้นฟ
พร้อมกับโลหะ เป็นประกายสีเงินวาววับ!!!
สิ่งที่เห็นมีเพียงเท่านั้น.....
เพราะหลังจากนั้น.....
ทั้งตัวก็ถูกโอบรัด กระชากจนลอยขึ้นจากพื้น ก่อนจะกระแทกลงกับพื้นแข็งๆ
แต่ไม่เจ็บแฮะ?
ในหูแว่วได้ยินประตูกระแทกปิด พร้อมๆกับเสียงเครื่องยนต์กระชากออกตัวอย่
ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเสี้ยวนาที แต่ร่างเพรียวกลับต้องใช้เวลานานกว่านั้นถ
"เป็นอะไรรึเปล่า?"
เสียงใครหว่าคุ้นๆ..... อบอุ่น ฟังดูเป็นห่วงเป็นใยจัง
"ฉันเป็นห่วงแทบตาย"
พื้นที่เรานอนอยู่นี่ก็อุ่นด้วยแฮะ มีเสียงอะไรตุบๆ ดังอยู่ข้างหูด้วย
"นี่! นายฟังฉันอยู่รึเปล่า? เป็นอะไรไป?"
แล้วอะไรหนักๆรัดตัวเราอยู่ว๊า~ แต่ก็นะ รู้สึกดีจัง...
"ริวทาโร่!!!!"
ในที่สุดก็รู้ตัวได้สักทีว่าที่นอนทับอยู่
คนที่เขานอนซบอยู่ทั้งตัวตอนนี้!!!!!
เฮ้ยยยยย!!!!!!!
ริวทาโร่กระเด้งตัวออกจากอ้อมแขนนั้นอย่าง
"ฉันทำให้นายตกใจสินะ...ขอโทษที"
มือใหญ่ลูบลงบนกลุ่มผมนิ่มเบาๆอย่างจะปลอบ
"เปล่านี่! ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นซักหน่อย"
ปากแข็งทั้งๆที่ยังใจสั่นไม่หาย เมื่อนึกไปว่าถ้าหากว่าคนๆนี้มาไม่ทัน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
"แล้วทำไมตัวสั่นล่ะ"
"หายใจไม่ออก!"
เจ้าของอ้อมแขนนั้นก้มลงมองแล้วก็พบว่าจริ
แต่หารู้ไม่ว่าทำอย่างนี้แล้วยิ่งทำให้ร่า
"ทำไมไม่ยอมรับโทรศัพท์ฉัน"
"ไม่รู้นี่ ปิดเสียงไว้" จงใจปิดเสียงเลยด้วย
"แล้วเมื่อกี๊ตัดสายทำไม"
"แบตฯหมด" ก็เพราะนายไม่ใช่รึไง ไม่รับสายก็กระหน่ำโทรมาอยู่ได้
คำถาม ถามมาแบบห้วนๆ คนฟังแล้วเริ่มกรุ่นอารมณ์โกรธขึ้นมาน้อยๆ เลยตอบแบบห้วนๆพอกัน
"ทำไมไม่รอฉัน บอกแล้วใช่ไหมว่าจะไปส่ง"
"ก็นายนั่นแหละ หายไปไหน ฉันลงมาก็ไม่เจอใครซักคนแล้ว" จริงๆแล้วจ้ำอ้าวหนีมาเลยแหละ ก็ไม่ใช่เด็กแล้วนี่จะที่จะต้องมีใครคอยรั
คราวนี้คนถามต้องเป็นฝ่ายเงียบไปเอง ทำไมความผิดมันเข้าตัวทุกกระทงเลยวะ
"ฉันไปหาคุณพ่อมา ฉันก็ไม่ได้บอกนาย ขอโทษนะ"
ร่างเพรียวยิ้มกว้างอยู่กับบ่าหนา พยักหน้าหงึกหงักพอให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่
"ถ้าเคลียร์กันจบแล้วก็นั่งกันดีๆเถอะนะเด
เสียงแหบห้าวไม่คุ้นหูทำเอาริวทาโร่ย่นคิ้
โอคาโมโตะ เคนอิจิ นั่งอยู่ตรงนั้น!!!!!!
ครั้งนี้ริวทาโร่หงายหลังตกจากเบาะชั้นดีท
"โอ๊ย !!!!" แถมยังเอาหัวไปโขกกับเบาะรถอีกต่างหาก
ผู้สูงวัยกว่ามองเด็กน้อยที่ตอนนี้แปลงร่า
"จอดข้างหน้านี่ก็ได้ครับ"
ร่างสูงยื่นหน้าไปบอกคนขับที่ต้องทำตัวกระ
"จะไปไหนกันล่ะ"
"ผมไปงานกับพ่อไม่ได้ งั้นเดี๋ยวผมไปหาอะไรกินแถวนี้รอดีกว่า พ่อกลับมาแล้วค่อยไปส่งริวทาโร"
"งั้นก็ตามใจ"
เคย์โตะเลื่อนประตูปิดก่อนที่ร่างเพรียวจะ
"น่ารักดีนะครับ โมริโมโตะคุงคนนี้"
คนขับชื่นชมด้วยใจจริง ก็แน่ล่ะสินะ น่ารักแบบนี้เจ้าลูกชายตัวดีมันถึงได้หวงห
ถ้าได้มาเป็นลูกชายอีกคน ก็คงดี.....
++++ END ++++
ผมว่าผมไม่เคยเขียนจดหมายอะไรนอกจากเขียนก
แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่รู้สึกขอบคุณนะ
ถึง คุณภรรยาในอนาคตของผม
ผม นากายามา ยูมะ อายุสิบหกปี
นากายามา ยูมะ คนที่อยู่ข้างๆคุณอายุเท่าไหร่ครับ
ผมตั้งใจไว้ว่าจะแต่งงานตอนอายุ 20 ปี
แล้วผมได้ทำตามที่ตั้งใจไว้รึเปล่า
แล้วคุณอายุเท่าไหร่ครับ
เรามีลูกด้วยกันกี่คน
ผมอยากใช้ชีวิตอย่างไร้ความกังวลในต่างจัง
มันได้เป็นจริงรึเปล่าครับ
ผมไปตกปลารึเปล่าครับ
ตัวผมน่ะ รักการตกปลามากๆ
ถ้าหากว่าผมไม่ไปตกปลา ได้โปรดลงโทษผมด้วย
ขอโทษนะที่ผมเอาแต่ถามคำถาม
แต่ผมคงจะดีใจถ้าหากว่าเราได้อยู่ด้วยกันอ
ในอนาคตได้โปรดรักผมด้วยนะ
Englisg Translation By xmaimonx
Q : เรื่องล่าสุดที่สงสัยอยากรู้
A : ในโลกนี้มีแต่เรื่องน่าพิศวงเต็มไปหมด โลกถูกสร้างขึ้นเมื่อไหร่ จักรวาลคืออะไร เมื่อเราตายจะมีอะไรเกิดขึ้น สวรรค์กับนรกมีจริงรึเปล่า พระเจ้าสร้างโลกขึ้นภายในเจ็ดวันจริงๆเหรอ
Q : ประสบการณ์แบบแปลกๆ
A : บางทีความฝันของผมก็เป็นเรื่องจริงขึ้นมา อย่างสถานที่ที่ผมไปเจอกับเพื่อนโดยบังเอิ
Q : เวลาไหนที่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่าง
A : ปกติแล้วผมก็ต่างจากคนอื่นๆนะ เวลาที่ประชุมเรื่องคอนเสิร์ต ผมเป็นคนเดียวที่มีความคิดเห็นต่างออกไป แบบ 1 ต่อ 9 เลยล่ะ แต่ว่ามันเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอที่จะแตกต
Q : ใช้เวลาไปกับวันหยุดยังไงบ้าง
A : ถ้าผมมีวันหยุด ผมจะออกไปข้างนอก ผมไม่ชอบอยู่กับบ้านเฉยๆ วันก่อนผมไปคาราโอเกะ เล่นบิลเลียร์ด ไปกินฟาสท์ฟู๊ด ไปเดินซื้อของในห้าง เดินซื้อเสื้อผ้า ผมก็ใช้วันหยุดไม่แตกต่างจากนักเรียนมัธยม
Q : ทำไมผมของเคย์โตะถึงเซ็ทไว้เรียบร้อยตลอดเ
A : ฟังดูแปลกๆนะที่ถามว่าทำไม เพราะมันก็เหมือนกับการล้างหน้าแปรงฟันที่
English Translation By : happy_chammy
ล้อมวงสนทนา
Q1 : รสชาติที่ชอบเวลาอยู่บ้าน
โฮคุโตะ : ครั้งนี้เป็นหัวข้อการทำอาหาร สนุกมากๆเลย
เคนจัง : "ทำอาหารร่วมกับทุกคน" ก็เป็นอะไรที่สดใสน๊า~
ยูมะ : โอโคโนมิยากิของฉันอร่อยนะ ว่ามั๊ย
ยูโกะ : ใช่ๆ คราวนี้จะลองกลับไปทำเองที่บ้านดูบ้างล่ะ~
ฟูมะ : จริงเหรอ? ฉันว่าจะให้คุณแม่ทำให้
เคนจัง : คุณแม่ของนายทำอะไรอร่อยที่สุด?
ฟูมะ : ก็น่าจะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ แบบที่ไม่มีขนมปังนะ ซอสที่คุณแม่ทำน่ะอร่อยมากเลย
ยูมะ : ที่บ้านนากายามาน่ะนะ ข้าวไข่เจียว ( หรือข้าวห่อไข่ ) อร่อยที่สุด แต่ฉันไม่ชอบข้าวที่คลุกกับซอสมะเขือเทศนะ เพราะงั้นข้างในเลยเป็นข้าวขาว แล้วในไข่ก็มีทูน่า
ฟูมะ : ที่บ้านฉันน่ะ มีเมนูที่ภูมิใจคือ ซีฟู้ดหม้อร้อนใส่นมถั่วเหลือง อยากให้ทุกคนได้ลองกินกัน
โฮคุโตะ : ที่บ้าน อาหารที่คุณแม่ทำอร่อยทุกอย่างเลย แต่ที่อร่อยเป็นพิเศษคือหมูเปรี้ยวหวาน
เคนจัง : ถ้าคุณแม่ของโฮคุโตะได้อน่าบทสัมภาษณ์นี้ล
โฮคุโตะ : แปลกๆนะ
ฟูมะ : นึกไม่ออกเลยว่ารสชาตมันจะเป็นยังไง ไว้คราวหน้าไปกินด้วยกันช่วยทดสอบรสชาตกัน
Q2 : ความประทับใจที่ได้กินอาหารร่วมกับทุกคนเป
ยูมะ : อาหารเย็นวันนี้ทุกคนอยากจะกินอะไรกัน
ฟูมะ : เยอะแยะ เห! นายหิวแล้วเหรอ ( หัวเราะ )
โฮคุโตะ : ถ้าพาคนไปด้วยได้ฉันก็อยากจะไปร้านที่มีลิ
เคนจัง : เข้าใจๆ ฉันก็เหมือนกัน ช่วงนี้รู้สึกว่าอยากกินเนื้อน่ะ
ยูมะ : เอ๋!!! สำหรับฉัน ฉันอยากกินราเมน
เคนจัง : เห!!! ทำไมเป็นราเมนล่ะ
ยูโกะ : อาหารร้อนๆน่ะดี โย่
เคนจัง : ดูเหมือนโคจิจะชอบอาหารร้อนๆมากเลยนะ ก่อนหน้านั้นฉันไปร้านเนื้อย่างมา พวกเราชอบอาหารปิ้งๆย่างๆ
ยูโกะ : สำหรับเมมเบอร์คนนี้ ยูมะคุงเป็นคนจัดการเรื่องเนื้อย่าง
ฟูมะ : แต่สำหรับฉัน คำแนะนำของยุมะน่ะ ธรรมดามากๆ
ยูมะ : เฮ้!! ฉันไม่ใช่คุณครูนะ ฉันแค่อยากจะบอกว่า "ลิ้นวัวย่างน่ะมันไหม้"
โฮคุโตะ : เป็นคำพูดที่ฉลาดมากน๊า~
เคนจัง : อืมถ้างั้น จะมีใครไปกินเนื้อกันมั๊ยวันนี้
ฟูมะ : ฉันจะกินมากกว่าปกติสองเท่า เพราะในบรรดาจูเนียร์ด้วยกัน ฉันกินเก่งที่สุด แต่แน่นอนล่ะเวลาเก็บตังจะส่งบิลให้จ่ายคน
Q3 : ชอบทำอาหารแบบไหน
โฮคุโตะ : ผู้หญิงที่ทำกับข้าวเป็นนี่น่าประทับใจน๊า~
ยูมะ : คงจะดีถ้ามีคนทำให้แบบนั้นน่ะนะ แต่ถึงตอนนั้นฉันก้ไม่กังวลกับมันหรอก
เคนจัง : ดีแน่ๆถ้ามีใครทำอาหารให้นะ ถ้ามีคนทำข้าวกล่องให้ฉันคงดีใจสุดๆ ความฝันของฉันคืออยากไปกินข้าวกล่องบนดาดฟ
ฟูมะ : เคนโตะ จินตนาการแบบไม่หยุดยั้งอีกแล้ว
ยูโกะ : ตรงกันข้าม ฉันคิดว่าอยากทำอาหารให้คนอื่นกินนะ เพราะถ้ามีหัวข้อทำอาหารในครั้งหน้า ฉันอยากให้ทุกคนลองกินข้าวห่อไข่อร่อยๆ
ยูมะ : ฉันขอมีส่วนร่วมด้วยคน
เคนจัง : ฉันชอบกินแพนเค้ก เพราะงั้นก็อยากทำของหวาน
ยูมะ : เป็นผู้หญิงมาก
โฮคุโตะ : ฉันอยากทำอะไรก็ได้ที่มีส่วนผสมที่หาได้จา
ฟูมะ : มันไม่ยากไปเหรอ ฉันทำเป็นแค่ไข่เท่านั้นเอง
ยูมะ : งั้นหัวข้อคราวหน้าของฟูมะก้คืออาหารที่มั
English Translation BY happy-chammy